บทที่ 12 รางวัลตอบแทน
ไหล่เขากระบี่ บนศาลาริมผา
ลู่ซือเหยียนนั่งไขว่ห้าง เอนกายพิงราวอย่างเกียจคร้าน สายตาทอดไกลไปยังนครใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล
ใต้ท้องฟ้าหม่นมัว เมื่อมองผ่านม่านหมอกสีเทา จะเห็นราง ๆ ว่าบริเวณใจกลางนครมีเทือกเขาผืนหนึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านแสง บนภูเขามีหมู่ตำหนักเรียงรายประหนึ่งดวงดาว และบางครั้งก็เห็นจุดดำเล็ก ๆ บินเข้าออกจากม่านแสง
เทือกเขาผืนนั้นคือสำนักศึกษาตงหลี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญของเมืองหลินเจียง
นับตั้งแต่เริ่มดูแลกิจการของตระกูล ลู่ซือเหยียนจึงได้รู้ว่าแม้ตระกูลจะดูไม่ใหญ่โต แต่การบริหารจัดการกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ภาระเหล่านี้ทำให้นางเหนื่อยล้าทั้งกายใจอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อมีเวลาว่าง นางจึงมักมาที่นี่เพื่อผ่อนคลาย
“ศิษย์พี่ลู่ ที่แท้ท่านอยู่ที่นี่เอง”
ขณะนั้น หญิงสาววัยเยาว์ในชุดกระโปรงเรียบง่ายคนหนึ่งเดินมาจากที่ไกล
ลู่ซือเหยียนเงยหน้ามอง พอเห็นว่าเป็นสหายสนิทก็ยกมือกวักเรียก “ศิษย์น้องจวงฉิน รีบมานี่เร็ว”
จวงฉินเดินเข้ามาในศาลา ยังไม่ทันได้นั่งก็เห็นถ้วยชาที่เย็นชืดบนโต๊ะ นางจึงยิ้มเย้า พลางยื่นมือไปจั๊กจี้เอวสหาย “ศิษย์พี่ลู่ แอบนัดพบกับใครลับหลังข้าอยู่หรือเจ้าคะ”
ศิษย์พี่ของนางผู้นี้ชอบศึกษาวิถีชงชา คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสชาที่นางชงด้วยตนเอง
“อ๊ะ อย่าซนสิ~”
ลู่ซือเหยียนหัวเราะจนกายสั่นสะท้าน บิดตัวหลบ ก่อนคว้ามือจวงฉินไว้แล้วขอร้องซ้ำ ๆ “ศิษย์น้องคนดี ยกโทษให้ศิษย์พี่เถิด ไหนเลยจะมีนัดพบลับ ๆ นี่เป็นชาที่ชงให้ศิษย์พี่ซ่งต่างหาก”
“ศิษย์พี่ซ่งหรือ?”
จวงฉินได้ยินดังนั้นก็พลันสำรวมสีหน้า แม้ซ่งจื่อชวนจะมีอัธยาศัยดี แต่เขามุ่งมั่นในวิถีบำเพ็ญเพียงหนึ่งเดียวและมีบารมีสูง นางจึงไม่กล้าหยอกล้อส่งเดช ได้แต่ถามด้วยความสงสัย “เขามาหาท่านด้วยเรื่องอันใดหรือ?”
“ก็เรื่องเงินสนับสนุนนั่นแหละ” ลู่ซือเหยียนเทชาที่ชงให้ซ่งจื่อชวนก่อนหน้านี้ทิ้ง แล้วเติมชาใหม่ให้จวงฉิน
จวงฉินยิ้มกล่าว “หรือว่าเขาแนะนำคนดี ๆ ให้ท่าน? เมื่อศิษย์พี่ซ่งเป็นผู้แนะนำด้วยตนเอง ศิษย์พี่ลู่ก็คงใกล้ยกระดับตระกูลเป็นตระกูลชั้นกลางขึ้นอีกขั้นแล้วกระมัง”
