กลับถึงอพาร์ตเมนต์ ฉันวางถุงช็อปปิงลงบนโต๊ะกลางแล้วนั่งเหม่อ
หนึ่งแสนห้าหมื่น
แพงเกินไป แพงจนฉันแทบรับไม่ไหว
ไม่ได้ เก็บไว้ไม่ได้
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจ้าวซื่อเฉิงคิดยังไง แค่ของชิ้นนี้อยู่กับฉัน ฉันก็นอนไม่หลับแล้ว
ถ้าวันไหนถูกขโมยหรือทำหายขึ้นมา ฉันจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับใครได้ล่ะ
ฉันหยิบกล่องผ้ากำมะหยี่ออกจากถุง เปิดดูให้แน่ใจว่าสร้อยคอยังอยู่
จากนั้นก็ปิดกล่องตามเดิม สวมเสื้อคลุมกันแดดลวก ๆ เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบ แล้วหิ้วถุงออกจากห้อง
ไม่ไกลจากตึกมีจุดรับส่งพัสดุของอีเอ็มเอสอยู่แห่งหนึ่ง
ฉันกรอกที่อยู่เรียบร้อยแล้วส่งกล่องให้พี่สาวที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ จ่ายค่าส่งเสร็จสรรพ
“ส่งของมีค่าหรือคะ” พี่สาวเหลือบมองตราบัลแกรีบนกล่อง แล้วเงยหน้าถาม
“ค่ะ ญาติทำตกไว้ที่บ้านฉัน” ฉันตอบหน้าตาเฉย “ต้องส่งคืนเขาค่ะ”
พี่สาวพยักหน้า ใช้กระดาษกันกระแทกห่อกล่องสองชั้น แล้วใส่ลงในกล่องกระดาษอีกที ก่อนปิดผนึกด้วยเทปกาว
“เรียบร้อยค่ะ พรุ่งนี้เช้าส่งออกไปเลย”
“ขอบคุณค่ะ”
ฉันเดินออกจากจุดรับพัสดุ ถอนหายใจยาวท่ามกลางลมยามค่ำคืนในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ยังไงฉันก็ส่งไปแล้ว จ้าวซื่อเฉิงจะรับหรือไม่รับก็เรื่องของเขา
กลับถึงอพาร์ตเมนต์ ในตู้เย็นยังเหลือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งห่อกับไข่หนึ่งฟอง ฉันต้มน้ำ ใส่เส้นลงไป ตอกไข่แล้วใช้ตะเกียบคน กลิ่นหอมลอยขึ้นจากหม้อในเวลาไม่นาน
ฉันยกบะหมี่มานั่งหน้าโต๊ะกลาง ตั้งมือถือไว้แล้วเปิดเรื่อง “คืนผวาใต้แสงจันทร์”
ชายสวมหน้ากากถือมีดไล่ตามตัวเอกไปตามทางเดินอันว่างเปล่า พอเลี้ยวตรงมุมก็แทงมีดลงไป เลือดสาดกระเซ็นเปื้อนผนัง
ฉันเคี้ยวบะหมี่ ดูอย่างเพลิดเพลิน หนังเรื่องนี้แม้จะจำเจ แต่จังหวะดำเนินเรื่องเร็ว ฉากฟันคนก็ฉับไวเด็ดขาด ไม่ต้องใช้สมองดู
ตอนที่ชายสวมหน้ากากกดคนคนหนึ่งไว้ในโถงบันได แล้วเงื้อมีดเตรียมแทงลงไป—
“ก๊อก ๆ ๆ”
เสียงเคาะประตู
ฉันเงยหน้าขึ้น เส้นบะหมี่ยังคาอยู่ในปาก
