ฉันเหลือบมองโทรศัพท์ เพิ่งสองทุ่มเอง
ไปบาร์ตอนนี้คงไม่ดึกเกินไปหรอกมั้ง?
ฉันคิดว่าควรรีบตอบแทนน้ำใจโจวจื่อหยางให้เร็ว จะได้ไม่ต้องอึดอัดเวลาเจอกันทีหลัง
ฉันคว้ากุญแจมาใส่เสื้อคลุมกันแดดสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบสีน้ำเงิน แล้วออกจากบ้าน
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจอดอยู่ในลานบ้าน ฉันขึ้นคร่อม บิดคันเร่ง เครื่องยนต์ส่งเสียงหึ่ง ๆ อย่างร่าเริง ก่อนพุ่งออกไปสู่ราตรี
บาร์เคเอสเออยู่บนถนนจวี้ลู่ ไม่ไกลจากที่พักของฉันนัก
ตลอดทาง แสงนีออนส่องระยิบระยับ ลมกลางคืนพัดพาความร้อนอบอ้าวของช่วงปลายฤดูร้อนมาปะทะใบหน้า แต่กลับรู้สึกสบายไม่น้อย
พอถึงหน้าบาร์ ฉันจอดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไว้ข้างทาง แล้วเงยหน้ามองป้าย
ตัวอักษรเคเอสเอสามตัวเปล่งแสงชวนให้ใจเตลิดอยู่ท่ามกลางความมืด หน้าประตูมีหนุ่ม ๆ หลายคนยืนสูบบุหรี่ พ่นควันโขมง
ฉันสูดหายใจลึก ๆ แล้วผลักประตูเข้าไป
เสียงดนตรีดังสนั่นจนแทบกลบทุกอย่าง พลันโถมเข้าใส่ฉัน
ในบาร์เสียงคนคุยกันอื้ออึง ฟลอร์เต้นรำแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่กำลังโยกตัว
แสงไฟสลัวพร่าเลือน กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำหอมอบอวลอยู่ในอากาศ
ฉันขมวดคิ้ว สถานที่แบบนี้ฉันไม่ค่อยชินจริง ๆ
ฉันกวาดตามองไปรอบ ๆ บนเวทีว่างเปล่า ไม่เห็นโจวจื่อหยาง
หมอนั่นไปไหนนะ?
ฉันเขย่งปลายเท้า พยายามมองหาเขาท่ามกลางฝูงชน
คนรอบข้างเยอะมาก ทั้งชายหญิงเบียดเสียดกันจนเวลาคุยต้องตะโกนแข่งกับเสียงเพลง
“คนสวย มาคนเดียวเหรอ?”
ชายคนหนึ่งสวมเสื้อลายดอกเดินเข้ามาหา ในมือถือแก้วเหล้า ยิ้มมันเยิ้มชวนขยะแขยง
“เปล่า มาหาคน” ฉันถอยหลังไปครึ่งก้าว เว้นระยะห่างจากเขา
“มาหาใครล่ะ เผื่อฉันรู้จักก็ได้นะ” ชายเสื้อลายดอกยังไม่ยอมแพ้ แถมขยับเข้ามาใกล้อีก
ฉันกำลังคิดหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคุ้นหู
“หลีหลาน!”
ฉันหันไปตามเสียง เห็นโจวจื่อหยางเดินมาจากทางเคาน์เตอร์บาร์
วันนี้เขาสวมเสื้อกล้ามสีดำ เผยให้เห็นแขนกำยำ
“นึกว่าเธอจะไม่มาแล้วซะอีก!” โจวจื่อหยางรีบเดินมาหาฉัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“เปล่าสักหน่อย ฉันจะไม่มาได้ยังไง แค่มีธุระนิดหน่อยตอนเย็น เลยมาช้า” ฉันหาเรื่องแก้ตัวส่ง ๆ
