พอไลฟ์จบ ฉันก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
เพื่อนร่วมงานที่อยู่ตรงข้ามเริ่มผ่อนคลายกันบ้างแล้ว บางคนลุกขึ้นบิดขี้เกียจ บางคนก้มหน้าไถโทรศัพท์ ส่วนบางคนก็คุยกันถึงผลตอบรับของไลฟ์เมื่อครู่
หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์เดินเข้ามาหา ใบหน้าเปื้อนยิ้มพึงพอใจ “ดีมาก ดีจริง ๆ เสี่ยวหลาน ครั้งนี้เธอทำได้เป็นธรรมชาติมาก จังหวะก็จับได้ดี กระแสตอบรับสูงกว่าที่เราคาดไว้เยอะเลย คราวนี้อันดับบัญชีของกองบังคับการเราคงขยับขึ้นไปได้อีกหลายขั้น”
“ขอบคุณค่ะหัวหน้า” ฉันลุกขึ้น จัดบทพูดให้เรียบร้อยแล้ววางลงบนโต๊ะ
คนอื่น ๆ ก็พากันเข้ามารุมชมกันเซ็งแซ่
“วันนี้เสี่ยวหลานสวยมากจริง ๆ”
“ผิวดีขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย”
“เสี่ยวหลาน เธอไปเกิดมายังไงถึงสวยขนาดนี้ แถมเสียงยังเพราะอีก”
ฉันตอบรับคำชมทีละคน ยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ
จากนั้นก็ถึงช่วงถ่ายรูปร่วมกันอย่างที่คาดไว้
เริ่มจากหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ เขายืนข้างฉัน แล้วให้หลิวเหวยห้าวช่วยถ่ายรูปให้หนึ่งใบ
จากนั้นก็เป็นหัวหน้าอีกสองคนที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ยืนประกบฉันคนละข้างถ่ายรูปด้วยกัน
ต่อมาก็เป็นเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ทั้งผู้ชายผู้หญิง มีทั้งคนใส่เครื่องแบบและชุดลำลอง
ตอนเพื่อนร่วมงานผู้หญิงเข้ามาถ่ายด้วย พวกเธอจะทำมือเป็นท่าต่าง ๆ เอียงคอ หรือทำสีหน้าน่ารัก ๆ ส่วนเพื่อนร่วมงานผู้ชายก็ยืนตัวตรง ยิ้มข้างฉันอย่างเก้ ๆ กัง ๆ นิดหน่อย
ถ่ายกันไปประมาณสิบกว่ารอบ พอถ่ายรูปสุดท้ายเสร็จ ฉันก็รู้สึกว่าใบหน้าเริ่มแข็งอีกแล้ว
“เอาละ ๆ ให้เสี่ยวหลานพักก่อน” หลิวเหวยห้าวตะโกนมาจากด้านหลัง ฝูงชนถึงค่อย ๆ แยกย้ายกันไปในที่สุด
ฉันนั่งลงดื่มน้ำสองสามอึก คุยกับหลิวเหวยห้าวถึงกระแสตอบรับของไลฟ์อีกสองสามคำ แล้วพูดคุยตามมารยาทกันต่ออีกพักหนึ่ง ถึงค่อยหยิบเสื้อคลุมเดินออกจากห้องประชุม
ระหว่างลงบันไดผ่านทางเดิน ก็ยังมีคนทักฉันอยู่เรื่อย ๆ
ฉันพยักหน้าตอบรับโดยไม่หยุดฝีเท้า เร่งเดินออกจากประตูกองบังคับการ
คนในทางเดินเริ่มบางตา แสงแดดยามบ่ายส่องเฉียงผ่านหน้าต่าง ทอดเป็นแถบยาวบนพื้นกระเบื้อง
