หม้อไฟเดือดปุด ๆ กระป๋องเบียร์กองพะเนินอยู่ตรงมุมโต๊ะ
ฉันนับดูแล้ว น่าจะดื่มไปสิบสองกระป๋อง หรือสิบกระป๋องนะ? สมองเริ่มไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว
ฉันมองหวังหยาเหวิน ดูท่าทางจะหนักกว่าฉันอีก เธอนอนแผ่อยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าแดงก่ำเหมือนกุ้งต้ม ลิ้นพันกันจนพูดไม่ชัดยิ่งกว่าฉันเสียอีก
“ลานลาน...ฉันบอกเธอนะ...ฉันจะกลับแล้ว...เฉินโม่ เรากลับบ้านกัน...” เธอโบกมือไปมา เกือบปัดกระบอกตะเกียบตกพื้น “เฉินโม่...โทรหาใครสักคนให้หน่อย...”
“โทรหาใคร?” ฉันฟุบหน้ากับโต๊ะ เอาหลังมือรองคาง มองเธออย่างพร่าเลือน “หยาเหวิน...เธอหมายถึงใคร...”
“ก็...คนนั้น...คนที่ตัวสูง ๆ น่ะ...” หวังหยาเหวินพูดจาสับสน ดวงตาเหม่อลอย “ฉันเป็นห่วงเธอ...อยู่คนเดียว...”
เฉินโม่ที่อยู่ข้าง ๆ ยกมือกุมขมับ ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกมาพึมพำอะไรสักอย่าง
ตอนนี้ฉันฟังอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว ในหูมีแต่เสียงหม้อไฟเดือดปุด ๆ
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ฉันได้ยินเสียงประตูเปิด...
“ในที่สุดก็มาแล้ว...” เฉินโม่เหลือบมองโทรศัพท์ “หลีหลาน เรากลับก่อนนะ พักผ่อนเร็ว ๆ ล่ะ”
“กลับ...เหรอ?” ฉันเงยหน้าขึ้นอย่างสะลึมสะลือ “ดื่ม...อีกแก้ว...”
“ดื่มต่อไม่ได้แล้ว” ฉันเห็นเฉินโม่ประคองหวังหยาเหวินขึ้นมา เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างว่า “ช่วยดูแลเธอดี ๆ ด้วย...”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงหวังหยาเหวินพูดอ้อแอ้ว่า “ฉัน...ไปก่อนนะ...เธอ...ระวังตัวด้วย...อย่าลืม...ใส่ถุงยาง...”
“รู้แล้ว...รู้แล้ว...ใส่...ใส่...” ฉันโบกมือ พูดจาส่งเดช รู้สึกว่าแขนหนักเป็นพันชั่ง
ประตูปิดลง ห้องทั้งห้องพลันเงียบกริบ
