ตอนออกจาก “จิ้งอวี่” ของกู้เหยียน ฟ้าก็มืดแล้ว
ตอนฉันกำลังจะกลับ เขายืนอยู่หน้าร้านกาแฟ สายตาเศร้าสร้อยเหมือนหมาตัวใหญ่ที่ถูกทิ้ง มองแล้วฉันก็ได้แต่งง
ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ 40 นาที ในที่สุดก็กลับมาถึงห้องเช่าเก่าซอมซ่อของฉันในชุมชนแออัดกลางเมือง
ที่นี่เหมือนเป็นคนละโลกกับตึกระฟ้าในย่านซีบีดี ระยะห่างระหว่างตึกแคบจนยื่นมือไปจับมือกับคนห้องตรงข้ามได้ ไฟเซนเซอร์ในโถงทางเดินติด ๆ ดับ ๆ บนกำแพงเต็มไปด้วยใบปลิวโฆษณารับล้างท่อและรับสะเดาะกุญแจ
บางครั้งฉันก็คิดว่าจะนอนที่บริษัทไปเลยดีไหม
ฉันควักกุญแจออกมาไขประตูกันขโมยที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นอับชื้นเหม็นราโชยเข้ามาปะทะหน้า
“เฮ้อ ถึงจะทำงานในย่านซีบีดี แต่ที่อยู่ก็ยังเป็นมาตรฐานคนจนอยู่ดี” ฉันถอนหายใจ พลางโยนกระเป๋าลงบนเตียง
ห้องนี้มีพื้นที่แค่ 20 ตารางเมตร มีเตียงหนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าสีลอกหนึ่งใบ โต๊ะเขียนหนังสือที่ใช้แทนโต๊ะเครื่องแป้งหนึ่งตัว กับเก้าอี้พลาสติกที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่ออีกหนึ่งตัว
ฉันทิ้งตัวลงบนเตียง จ้องรอยร้าวบนเพดาน แล้วเริ่มคิดทบทวนชีวิตอย่างจริงจัง
ไม่สิ คิดถึงสารพัดปัญหาที่ร่างนี้พามาให้ต่างหาก
เป็นผู้ชายมันดีจะตาย! สระผม 3 นาที เป่าผม 30 วินาที สวมเสื้อยืดตัวเดียวก็ออกจากบ้านได้แล้ว
แล้วตอนนี้ล่ะ? ผมดำยาวสลวยนี่สระทีหนึ่งก็ครึ่งชั่วโมง เป่าให้แห้งก็อีกครึ่งชั่วโมง ไม่อย่างนั้นวันรุ่งขึ้นได้ฟูเป็นรังนกแน่
ยังมีบราบ้านั่นอีก รัดจนฉันแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก เหมือนถูกเชือกมัดเซียนพันไว้ยังไงยังงั้น
“ชีวิตแบบนี้อยู่ต่อไม่ไหวแล้ว” ฉันพึมพำ พลางรวบผมยาวลวก ๆ เป็นมวย “ไม่ไหวแล้ว ต้องดื่มสักหน่อย”
ฉันพลิกตัวลุกจากเตียง สวมรองเท้าแตะแล้วเดินลงไปข้างล่าง ร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงอยู่ชั้นล่าง สว่างไสวไปทั้งร้าน
ฉันตรงไปที่ตู้แช่ หยิบเบียร์โคโรนามา 6 กระป๋อง แล้วก็หยิบตีนไก่ดองพริกดองมาหนึ่งห่อ
