หลังเล่นบาสเสร็จและเดินออกจากสนาม ลมกลางคืนก็พัดปะทะใบหน้า พาเอาความเย็นสดชื่นแบบต้นฤดูหนาวมาด้วย
ลมหายใจที่ฉันพ่นออกมากลายเป็นไอขาวจาง ๆ ใต้แสงไฟถนน ก่อนจะสลายไปอย่างรวดเร็ว
เฉิงเหย่ขับรถมาส่งฉันถึงใต้ตึกอพาร์ตเมนต์ พอจอดสนิทแล้วเขาก็ยังไม่ดับเครื่อง
เสียงเครื่องยนต์เดินเบาดังทุ้มต่ำสม่ำเสมอ ชัดเจนเป็นพิเศษในค่ำคืนอันเงียบสงัด
“วันนี้เล่นได้สะใจมาก” ฉันปลดเข็มขัดนิรภัย “ขอบใจนะ”
“ไม่ต้องขอบใจหรอก” เขาหันมามองฉัน “เธอยังพัฒนาได้อีกเยอะ ฝึกอีกสักสองสามครั้ง วันกีฬาสีต้องทำได้ดีแน่”
“ก็ต้องดูก่อนว่ามีเวลาซ้อมไหม นายรีบกลับเถอะ ดึกแล้ว” ฉันเปิดประตูลงจากรถ พลางหันไปบอกเขา
เขาพยักหน้า แต่ไม่ได้ออกรถทันที เพียงนั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับแล้วมองฉันอีกครั้ง
สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้าฉันครู่หนึ่ง ราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ฉันมองเขา โบกมือให้ “รีบไปเถอะ ไว้นัดกันวันหลัง”
เฉิงเหย่ยิ้ม “วันหลังฉันโทรหาเธออีกนะ”
“รู้แล้ว”
รถจีทีอาร์สีขาวหักกลับกลางความมืด ก่อนค่อย ๆ แล่นห่างออกไปตามทางที่ขับมา
เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ ไกลออกไป จนหายลับตรงสุดหัวมุมถนน
ฉันยืนใต้ไฟถนน มองรถสีขาวคันนั้นหายไปในความมืด แล้วหันหลังเดินไปทางประตูตึกอพาร์ตเมนต์
“เสี่ยวหลาน”
ฉันชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไป
ใต้แสงไฟสีเหลืองนวลของเสาไฟ จ้าวซื่อเฉิงยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
เขาสวมเสื้อโค้ตตัวยาวสีเทาเข้ม มือทั้งสองล้วงกระเป๋า ท่าทางสุขุม ราวกับมายืนรออยู่ตรงนั้นได้สักพักแล้ว
สีหน้าฉันเย็นชาลง “นายมาทำอะไร?”
