กลับถึงบริษัท พอนั่งลงประจำโต๊ะทำงาน ฉันก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองมาจากด้านข้าง
ฉันหันไปมอง เฉินอวี่ถิงยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของฉัน มือถือแก้วกาแฟ ดวงตาหลังแว่นกรอบดำมองมาเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ลังเล
“ผู้จัดการเฉิน?” ฉันเอียงคอ “มีอะไรก็พูดสิ มองฉันทำไม?”
เฉินอวี่ถิงอ้าปาก แล้วก็หุบลง จากนั้นอ้าปากอีกครั้งแล้วหุบลงอีก
ฉันกลอกตา “ตกลงมีอะไร? ฉันยังยุ่งอยู่นะ”
“คือว่า...” เขาลดเสียงลง ขยับเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว “จ้าวซื่อเฉิง...คุยอะไรกับเธอเหรอ?”
“ไม่ได้คุยอะไรนี่” ฉันตอบส่ง ๆ “แค่นัดกินข้าวเย็นกัน”
สีหน้าของเฉินอวี่ถิงพลันซับซ้อนขึ้น คิ้วขมวดเข้าหากัน “เธอ...ตกลงเหรอ?”
“ใช่สิ ยังไงเขาก็เป็นคู่ค้าของบริษัท ปฏิเสธไปก็คงไม่ดี” ฉันนับนิ้ว “อีกอย่างเราก็รู้จักกันมาก่อน เขาชวนกินข้าว ฉันจะปฏิเสธได้ยังไง? แล้วกินข้าวก็ไม่ได้กินฟรีสักหน่อย เผื่อจะช่วยให้บริษัทสานสัมพันธ์ได้บ้าง”
เฉินอวี่ถิงถอนหายใจ “จริง ๆ ไม่ต้องตกลงก็ได้นะ ถ้าเขาไม่คิดจะร่วมมือกับซิงอี้ ต่อให้กินข้าวกันสิบมื้อก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
ฉันกะพริบตา ยังไม่ทันตอบ เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาจากด้านข้าง
“จ้าวซื่อเฉิงจากหลันไห่กรุ๊ปเหรอ?”
ไม่รู้ว่าถังถังเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร ในมือยังกอดแฟ้มเอกสาร ดวงตาเบิกกว้าง “จ้าวซื่อเฉิงจากหลันไห่กรุ๊ปคนนั้นน่ะเหรอ?”
ฉัน “...อือ”
สีหน้าของถังถังพลันเคร่งขรึม “ลานลาน เธอต้องระวังตัวนะ! ผู้ชายคนนั้นไม่ธรรมดาเลย แฟนเก่าหลายคนก่อนหน้านี้เป็นสาวสวยระดับตัวท็อปในวงการบันเทิงทั้งนั้น!”
“อ๋อ” ฉันพยักหน้า ในใจคิดว่าเรื่องแค่นี้มีอะไรให้ต้องตกใจขนาดนั้น
ใคร ๆ ก็ชอบดาราสวย ๆ กันทั้งนั้น ถ้าฉันยังเป็นผู้ชาย แถมมีเงินด้วย ฉันก็คงอยากคบกับดาราสาวเหมือนกัน
เห็นฉันทำหน้าไม่ยี่หระ ถังถังก็ร้อนใจ “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น! ผู้ชายแบบนี้ทั้งรวยทั้งมีประสบการณ์ แถมมีลูกเล่นเยอะ สาว ๆ วัยใสทั่วไปต้านไม่ไหวหรอก”
