ตรงปลายทางเดิน จางหมิงอวี่เดินเร็ว ๆ เข้ามา
วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อน ไม่ได้ผูกเนกไท มือกำแฟ้มเอกสารไว้แน่น
ฝีเท้าของเขาเร็วกว่าปกติมาก รองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องดังสั้น ๆ หนักแน่น
ตอนเดินมาหยุดตรงหน้าฉัน เขาหอบเล็กน้อย คงวิ่งเหยาะมาตลอดทาง
ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่ใบหน้าฉัน ภายในนั้นมีความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นจนฉันมองข้ามไม่ได้ ทั้งความยินดี ความประหลาดใจ และความลังเลเล็ก ๆ ที่ยังไม่กล้ายืนยัน
“ลานลาน” เขาเอ่ยเสียงเบา ราวกับกลัวว่าบางอย่างจะพังทลาย “มาที่นี่ได้ยังไง?”
ฉันลุกขึ้น หยิบเป้สะพายหลังจากโซฟาขึ้นมา พยายามพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มาคืนเงินน่ะ เงินสองหมื่นสองพันที่ติดนายไว้ก่อนหน้านี้ ขอโทษนะที่ยืดเยื้อมาตั้งนานกว่าจะคืนได้”
สีหน้าของจางหมิงอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
เขามองฉันเงียบ ๆ อยู่สองวินาที ก่อนจะพูดว่า “เอ่อ... ตอนนั้นฉันแค่ล้อเล่นน่ะ...”
“ไม่ได้” ฉันส่ายหน้า “เงินก้อนนี้ฉันต้องคืน ฉันเคยบอกแล้วว่าจะไม่ติดค้างใคร”
แววตาของจางหมิงอวี่หม่นลง ราวกับถูกอะไรบางอย่างสะกิดใจเบา ๆ
เขาหลุบตาลงแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเบากว่าเมื่อครู่เล็กน้อย “ไปคุยกันในห้องทำงานเถอะ”
ฉันเดินตามเขาไปตามทางเดิน
ตอนผ่านแผนกธุรการ หางตาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าคุ้นเคย
ถังถังกำลังถือแก้วน้ำเดินออกมาจากห้องชงชา พอเห็นฉันก็ชะงักไปทั้งตัว แก้วในมือสั่น น้ำเกือบหกออกมา
เธออ้าปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่ยังไม่ทันเปล่งเสียง ฉันก็เดินผ่านไปแล้ว
ถัดมาคือสิงลั่วลั่ว
เธอกอดแฟ้มเอกสารกองหนึ่ง เดินสวนมาจากอีกฝั่งของทางเดิน พอเห็นฉันก็อ้าปากค้างเล็กน้อย ฝีเท้าหยุดลงโดยไม่รู้ตัว
