ฮั่วเยียนโจวชะงักไป ก่อนเสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะหลุดจากลำคอ ฟังคล้ายเยาะเย้ย แต่ก็เหมือนมีความรู้สึกอื่นเจือปนอยู่ด้วย
“ติ๊ง—”
ประตูลิฟต์เปิดออก ฮั่วเยียนโจวก้าวออกมา
เขาสูงโปร่ง ขายาว พอเดินผ่านพื้นที่ทำงานชั้นบนสุดก็เรียกเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
“นั่นคุณฮั่วไม่ใช่เหรอ? วันนี้มาที่นี่ทำไมเหรอ?”
“ทุกครั้งที่คุณฮั่วมา ยังมีคุณชายอีกสองคนมาด้วยไม่ใช่เหรอ? แล้วสองคนนั้นล่ะ ทำไมไม่มาด้วย?”
“เรื่องของคนใหญ่คนโต อย่าไปสอดรู้ รีบทำงานเร็ว!”
“ขอเมาท์นิดเดียวเองน่า!”
ฮั่วเยียนโจวไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เขาเดินตรงไปยังห้องทำงานของประธานบริษัท
เขายกมือที่ข้อนิ้วเด่นชัดขึ้นเคาะประตูผิวด้านสองครั้ง
เสียงทุ้มเย็นชาดังมาจากด้านใน
“เข้ามา”
ฮั่วเยียนโจวผลักประตูเข้าไป คนข้างในได้ยินเสียงจึงหมุนเก้าอี้กลับมา “คิดได้แล้วเหรอ?”
อวี้จิ่งหรงเหลือบตามองเขา สายตาหยุดอยู่บนสภาพมอมแมมของฮั่วเยียนโจวชั่วครู่ ก่อนเอ่ยอย่างมีนัย “เพิ่งผ่านไปไม่นาน นายก็ทำตัวเองจนยับเยินขนาดนี้แล้ว?”
ฮั่วเยียนโจวสบตาเขาแล้วหัวเราะเย็นชา “นี่ไม่ใช่สิ่งที่นายอยากเห็นเหรอ?”
อวี้จิ่งหรงหมุนเล่นปากกาในมือ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ปฏิเสธ
“พูดมา นายต้องการอะไร?”
“ตกลงต้องทำยังไงนายถึงจะหยุดกดดันบริษัทตระกูลฮั่ว?”
เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะอ้อมค้อมมาถึงขนาดนี้โดยไม่มีจุดประสงค์
อวี้จิ่งหรงมองเขา ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ไปขอโทษเธอ”
“ไม่ใช่แค่นายที่ต้องขอโทษ หรวนชิงก็ต้องขอโทษเธอด้วย ถ้าขาดไปคนหนึ่ง เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน”
