เขาคุ้นเคยกับแววตาเช่นนี้ยิ่งนัก
ยามมารดายังมีชีวิตอยู่ ท่านน้าดีกับเขามาก
ดีราวกับเป็นผู้ใหญ่ผู้เปี่ยมเมตตาอย่างแท้จริง
ทุกเทศกาลนางจะส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับมาให้ ครั้นพบหน้าเขาก็มักจับมือไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ชมว่าเขาเฉลียวฉลาด บอกว่าเขาเก่งกว่าเด็กหญิงสายรองเหล่านั้นไม่รู้กี่ร้อยเท่า
ยามมารดายุ่งกับการค้า นางก็มักมาที่จวนเพื่อดูแลเขา พูดคุยเป็นเพื่อน ทั้งยังสอนให้เขารู้จักผู้คน
ตอนเด็กเขาถูกมารดาเมินเฉย จึงเจ็บช้ำในใจ ถึงกับเคยซุกตัวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดนาง
ในตอนนั้นเขาเชื่อจริง ๆ ว่าท่านน้าเป็นคนที่รักเขามากที่สุดในโลก รองจากบิดามารดา
ต่อมาเมื่อมารดาล้มป่วยหนัก ท่านน้าก็ยิ่งมาหาบ่อยขึ้น
นางเฝ้าอยู่ข้างเตียงมารดาทุกวัน คอยยกน้ำแกงป้อนยา เอาใจใส่ยิ่งกว่าผู้ใด
คนในตระกูลต่างกล่าวว่า ผู้อาวุโสลำดับสองเป็นคนเห็นแก่ความผูกพันและยึดมั่นในคุณธรรม เป็นผู้ที่ฝากฝังเรื่องราวไว้ได้
ก่อนมารดาจากไป นางจับมือท่านน้า ฝากตระกูลกู้และบุตรชายหญิงทั้งสองของตนให้นางช่วยดูแล
“ท่านน้าจะคุ้มครองเจ้า” มารดากล่าวกับกู้ชิงเฉิงเช่นนั้น
กู้ชิงเฉิงเชื่อแล้ว
ทว่าหลังพิธีครบเจ็ดวันให้มารดา ท่านน้าก็เปลี่ยนสีหน้า
คืนนั้นนางดื่มสุราไปบ้าง แล้วเรียกเขาไปยังเรือนของตน
กู้ชิงเฉิงคิดว่านางจะหารือเรื่องงานศพ จึงไปตามคำเรียก
เมื่อไปถึงจึงพบว่าในห้องจุดตะเกียงไว้เพียงดวงเดียว ท่านน้าเอนกายอยู่บนตั่ง แววตาที่มองเขาแตกต่างจากทุกวันอย่างสิ้นเชิง
นางยิ้มพลางกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปหา แล้วกล่าวว่า “เด็กดี มาหาท่านน้าสิ”
เขาเพิ่งเดินเข้าไปใกล้ นางก็จับข้อมือเขาไว้
มือนั้นทั้งร้อนทั้งเหนียว ราวกับเศษผ้าขาดวิ่นที่ถูกไฟเผาจนร้อนแนบติดผิวหนัง ทำให้ขนทั่วร่างเขาลุกชัน
