“เอ่อร์โหงว นายออกไปได้ไหม?” หลิ่วชุ่ยฮวาถามอย่างเป็นห่วง
หวังเอ่อร์โหงวจับกรอบประตูไม้แล้วยกขึ้นเบา ๆ สลักประตูด้านล่างก็โผล่ออกมา
จากนั้นเขาก็ดึงลง สลักประตูด้านบนจึงหลุดออกมาเช่นกัน
พอออกไปได้แล้ว เขาก็ประกอบประตูกลับเข้าที่เหมือนเดิม
หวังเอ่อร์โหงวเอียงหูฟัง เหมือนจะได้ยินเสียงเล่นไพ่มาจากในสำนักงาน
“พวกเศษสวะเอ๊ย!” เขาสบถเบา ๆ เมื่อเห็นว่าประตูเหล็กทางเข้าลานหลังบ้านถูกล็อกไว้ จึงกระโดดข้ามกำแพงสูงราว 2 จั้งออกไปอย่างเงียบเชียบ
หลังพ้นกำแพง หวังเอ่อร์โหงวก็รีบตรงไปยังร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กมาเครื่องหนึ่ง แล้วซื้อมีดปอกผลไม้อีกเล่ม
หัวหน้าสถานีตำรวจชื่อเซียวจวิน ส่วนภรรยาของเขาชื่อกัวอี๋
หวังเอ่อร์โหงวตรงไปยังร้านเสื้อผ้าเด็กที่กัวอี๋ ภรรยาของหัวหน้าสถานีตำรวจเป็นเจ้าของ
ตอนนั้นใกล้เที่ยงแล้ว ลูกค้าในร้านเริ่มซาลงเรื่อย ๆ
แถมปกติกัวอี๋ก็ขึ้นชื่อเรื่องบริการแย่ ในร้านจึงไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว
กัวอี๋นั่งแทะเมล็ดแตงอยู่หน้าเคาน์เตอร์ พลางพลิกอ่านนิตยสาร
หวังเอ่อร์โหงวเดินเข้าร้านมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วปิดประตูทันที
กัวอี๋ทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่ง จนเห็นหวังเอ่อร์โหงวร่างสูงใหญ่กำยำเดินเข้ามาหา จึงเพิ่งตั้งสติได้
“นายเป็นใคร ปิดประตูทำไม?” กัวอี๋ถามเสียงสั่นด้วยความกลัว
หวังเอ่อร์โหงวไม่ตอบ เห็นเธอกำลังจะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ เขาก็จับตัวเธอไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วยกตัวเธอออกมาจากหลังเคาน์เตอร์
