“บ่าว... เยี่ยนหรานทำไม่เป็นเจ้าค่ะ เยี่ยนหรานพอจะเล่นพิณ หมากล้อม เขียนอักษร และวาดภาพได้อยู่บ้าง...”
ฉินเยี่ยนหรานส่ายหน้า
เจียงสวินเห็นดังนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ
เชี่ยวชาญทั้งพิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาด สมกับเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์จริง ๆ ไม่รู้ว่าเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ตระกูลใดที่ตกอับมา
ดูจากท่าทางของฉินเยี่ยนหรานแล้ว นางคงไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้นัก
บางทีตอนนี้นางอาจยอมรับชะตากรรมแล้ว ตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับเขาเช่นนี้ต่อไป ไม่กล่าวถึงเรื่องราวในอดีตอีก
คิดได้ดังนั้น เจียงสวินจึงไม่ซักถามต่อ
“ท่านพ่อ เหยียนเอ๋อร์เก่งใช่ไหม!”
เหยียนเอ๋อร์ชกมวยเสร็จก็วิ่งมาหาเจียงสวิน
“เก่งมากทีเดียว”
เจียงสวินยกนิ้วโป้งให้ “ต่อไปเหยียนเอ๋อร์สอนท่านพ่อชกมวยกับอ่านเขียนได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ!” เหยียนเอ๋อร์เผยฟันซี่เล็ก ๆ ที่ยังขึ้นไม่ครบ พลางยิ้มอย่างเบิกบาน ในที่สุดนางก็พอจะทำอะไรให้พี่เขยได้บ้างแล้ว
“ดี เช่นนั้นพวกเจ้าลงกลอนประตูให้เรียบร้อย ข้าจะเข้าไปในป่าอีกครั้ง”
เจียงสวินพูดจบก็ลุกไปแบกตะกร้าสาน
“ท่านพี่ เพิ่งกลับมาจากป่าเองนะเจ้าคะ”
ฉินเยี่ยนหรานเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปจับแขนเจียงสวินเบา ๆ
“หรือคืนนี้เราจะไม่กินข้าวกันเล่า?” เจียงสวินโอบเอวฉินเยี่ยนหรานแล้วหัวเราะ “เมื่อคืนข้าฆ่าหมาป่าได้ตัวหนึ่งในป่า วันนี้จะไปดูว่าพอจะเอาหนังมันกลับมาได้หรือไม่”
“เอาหนังไปขายในอำเภอ น่าจะได้เงินไม่น้อย”
เจียงสวินพูดพลางปล่อยฉินเยี่ยนหราน “ตอนนี้ยังไม่เย็นมาก ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ”