แสงสลัวลอยละล่องด้วยประกายเหลืองเรื่อ เข้มบ้างจางบ้างรินรดทั่วพื้น
ภายใต้เสื้อโค้ตของเมิ่งหวยจินคือชุดเครื่องแบบสีดำสนิทที่ดูสง่างามน่าเกรงขาม ปีกหมวกปักตราศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายระยิบระยับ
เงาดำสูงเพรียวของเขาปกคลุมร่างชูหว่าน ไม่ว่าจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม โกรธหรือไม่โกรธ ล้วนดูเลือนรางอย่างบอกไม่ถูก
ครู่ต่อมา เขาก้าวเข้าหาชูหว่านหนึ่งก้าว แต่ยังคงไม่เอ่ยคำใด มีเพียงแววตาล้ำลึกยากหยั่งที่ราวกับแปรเปลี่ยนเป็นไฟ สามารถเผาผลาญทุกสิ่งได้
ชูหว่านกำมือแน่น สุดท้ายก็ไม่หลบไม่หลีก แบกรับแรงกดดันนี้แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจบุกเข้ามา…”
“ทำไมไม่เปิดไฟ”
เสียงที่ขัดจังหวะเธอนั้นเบามาก ราวกับถูกกลืนไปกับบรรยากาศยามค่ำคืนอันหม่นมัว เส้นเสียงเองก็พลอยแหบพร่าทุ้มนุ่มไปด้วย
ชูหว่านไม่ตอบ
“กึก” เสียงหนึ่งดังขึ้น เมิ่งหวยจินยื่นแขนยาวกดสวิตช์บนผนัง
ชั่วพริบตา ทั้งห้องนั่งเล่นก็สว่างจ้า เผยให้เห็นการจัดวางข้าวของที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงห้าปี ย้อนภาพผู้คนที่เคยเดินเข้าออกห้องนี้เมื่อวันวาน และยังส่องให้ใบหน้าของผู้คนในห้วงเวลานี้ปรากฏชัดเจน
ในอดีต เขากลับจากทำงาน มักจะถามเธอว่ากินข้าวหรือยัง หรือไม่ก็ถามว่าเปิดไฟทำไมไม่เปิด
ห้าปีผ่านไป ประโยคแรกที่เขาเอ่ย ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
แต่ก็เหมือนมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
สายตาของชูหว่านมองตาม ชายหนุ่มวางหมวกบนราวแขวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ถอดเสื้อโค้ต แล้วปลดเนกไท
วันเวลาช่างไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าคมคายเปี่ยมเสน่ห์ของเขาเลยสักนิด
สิ่งเดียวที่ต่างคือ เมื่ออายุมากขึ้น ความเฉียบคมและความเข้มงวดเด็ดขาดที่เคยเห็นบ่อยครั้งในแววตาของเขาเมื่อหลายปีก่อน ดูเหมือนจะกลายเป็นสุราชั้นดีที่ถูกฝังลึกลงใต้ดิน หากไม่เปิดฝาขวดดูให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าข้างในนั้นกลมกล่อมหรือเผ็ดร้อน เป็นความยินดีหรือความโกรธ