“จื่อชิง มีอะไรหรือถึงโทรหาพี่?”
“พี่ลั่ว กลับซินโจวหรือยังครับ?”
“น่าจะถึงตอนเที่ยงวันนี้แหละ!”
“ฮิฮิ คืนนี้ผมอยากชวนพี่มากินข้าวที่บ้านครับ”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงชวนพี่กินข้าวล่ะ?”
“ก่อนหน้านี้ผมพูดถึงเพื่อนสนิทอย่างพี่ให้คุณปู่ฟังอยู่บ่อย ๆ พอดีคุณปู่กับพี่สาวกลับบ้านกันแล้ว ทุกคนก็อยากเจอพี่ เลยอยากชวนมากินข้าวง่าย ๆ ที่บ้านครับ”
หยางลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ได้สิ ขอบใจนะ จื่อชิง”
“ไม่เป็นไรครับ งั้นเจอกันคืนนี้นะครับ” ลี่จื่อชิงพูดอย่างมีความสุข ก่อนวางสายไป
หยางลั่ววางโทรศัพท์ลง แล้วอดยิ้มบาง ๆ ไม่ได้
จากรายละเอียดต่าง ๆ ในการคบหากับลี่จื่อชิง หยางลั่วคาดเดาว่าลี่จื่อชิงน่าจะมาจากครอบครัวทหาร และจากเรื่องราวที่ลี่จื่อชิงเล่าในชีวิตประจำวัน รวมถึงข้อมูลบางอย่างที่เผลอหลุดออกมาเป็นครั้งคราว คุณปู่ของเขาอาจเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลไม่น้อยในเขตทหารก็ได้
ที่จริงแล้ว ในใจหยางลั่วไม่ค่อยอยากไปเท่าไรนัก สัญชาตญาณของเขาไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกคนอื่นพินิจพิเคราะห์ราวกับเป็น “สิ่งของ” ประหนึ่งตัวเขาเป็นสินค้าที่กำลังรอการประเมินราคา
แต่ลี่จื่อชิงเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นขนาดนั้น เขาก็ปฏิเสธไม่ลง อีกทั้งลี่จื่อชิงยังเป็นเพื่อนที่ควรคบหาอย่างจริงใจ นับตั้งแต่รู้จักกันมา มิตรภาพระหว่างทั้งคู่ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ
หยางลั่วเพิ่งวางโทรศัพท์ได้ไม่นาน เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แล้วพบว่าเป็นโจวซิ่วหลินโทรมา
เธอโทรหาผมทำไม? หยางลั่วตั้งคำถามขึ้นในใจ
“ฮัลโหล ยัยอกแบน อยากจะ...” หยางลั่วเพิ่งเอ่ยปากก็รู้สึกได้ทันทีว่าพูดไม่เข้าท่า จึงรีบเปลี่ยนคำพูด แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “หัวหน้าโจว มีธุระอะไรหรือครับ?”
“หยางลั่ว ไอ้ชั่วเอ๊ย!” โจวซิ่วหลินดูเหมือนจะโมโหกับคำว่า “ยัยอกแบน” ของหยางลั่วไม่น้อย เธอวางสายทันที เสียงสัญญาณสายไม่ว่างดัง “ตู๊ด ๆ ๆ” เข้าหูหยางลั่ว
