ซูหยวนเดินเล่นไปตามสวนโอลิมปิกกับพ่อแม่อย่างช้า ๆ เพลงบนม่านฟ้าเปลี่ยนไปเพลงแล้วเพลงเล่า ท่วงทำนองสบาย ๆ ลอยอวลไปกับสายลม
“ม่านฟ้านี่มหัศจรรย์จริง ๆ เพลงก็เพราะมากด้วย”
เสิ่นเหมยเงยหน้ามองท้องฟ้า อดพูดไม่ได้ว่า “เมื่อก่อนจะกล้าคิดได้ยังไงว่าบนฟ้าจะฉายหนังเปิดเพลงได้ด้วย”
“นั่นสิ เราเกิดมาทันยุคดีจริง ๆ”
ซูเซี่ยงเฉียนคล้อยตาม สายตายังคงจับจ้องรังนกที่อยู่ไกลออกไป
ซูหยวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วแอบชมเสี่ยวฝู่ในใจสองสามคำ
เสี่ยวฝู่โผล่มาทันทีด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าของระบบชอบฟัง ฉันก็เปิดให้ฟังทุกวันเลย
ยังไงม่านฟ้าก็เป็นของเรา อยากเปิดอะไรก็เปิด ใครก็ห้ามไม่ได้”
ซูหยวนไม่ได้ตอบ เพียงยกกล้องขึ้นเล็งไปยังพ่อแม่ที่ยืนเคียงข้างกันใต้ม่านฟ้า แล้วกดชัตเตอร์อีกครั้ง
ในเลนส์ภาพ รังนกสีเงินอมเทาตั้งตระหง่านเงียบงันอยู่เบื้องหลัง ม่านฟ้าบนท้องนภาเปล่งประกายสีทองอ่อนนุ่มนวล
พ่อแม่ยืนเคียงกัน คนหนึ่งไพล่มือไว้ด้านหลัง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย อีกคนยกมือจัดผม แสงอุ่นละมุนยามเที่ยงวันโอบล้อมร่างของทั้งคู่
......
ช่วงไคลแมกซ์ที่แท้จริงคือวันพิธีเปิดการแข่งขัน
บ่ายสามโมงกว่า ครอบครัวทั้งสามคนก็เริ่มจัดเตรียมข้าวของ
เสิ่นเหมยตั้งใจเปลี่ยนไปใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวครีมตัวใหม่ที่เพิ่งตัดเสร็จ คอเสื้อปักลายเมฆมงคลเล็ก ๆ ก่อนออกจากบ้านยังยืนสางผมหน้ากระจกอยู่หลายรอบ
ซูเซี่ยงเฉียนหวีผมเรียบกริบ แล้วติดเข็มตราพรรคที่เก็บรักษาไว้มาหลายปี
ซูหยวนยัดน้ำพุวิญญาณแช่เย็นสองขวด กระดาษทิชชู แบตเตอรี่กล้องสำรองสามก้อน และการ์ดหน่วยความจำอีกหลายใบลงในกระเป๋า
งานวันนี้ ถ่ายยังไงหน่วยความจำก็ไม่พอ
