วันที่สามหลังผ่าตัด ถังซินหรานได้ยินเสียงป้าคนโตด่าคนอยู่ตรงทางเดิน
เสียงลอดผ่านประตูเข้ามา ฟังไม่ค่อยชัด แต่แค่ได้ยินเธอก็รู้ทันทีว่าเป็นป้าคนโต
ป้าคนโตเสียงดัง เวลาด่าคนก็ใส่เต็มเสียง ดังไปทั่วทั้งทางเดิน
ถังซินหรานนอนอยู่บนเตียงคนไข้ มือวางบนหน้าท้องที่แบนราบ ตรงนั้นไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว
เธอไม่ได้ร้องไห้
ตอนถูกจ้าวเผิงผลักล้ม ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วท้อง เธอร้องไห้แทบขาดใจ
เมื่อน้ำตาเหือดแห้ง ความเพ้อฝันเรื่องความรักที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจก็พลอยมอดดับไปด้วย
ตรงทางเดิน เสียงของป้าถังเจี้ยนอิงดังขึ้นเรื่อย ๆ คลอไปกับเสียงอ้อนวอนขอความเมตตาของอาที่พูดจาอ่อนน้อมจนแทบหมอบกราบ
หลังจากนั้นเสียงของพวกเขาก็ค่อย ๆ เบาลง เธอฟังไม่ค่อยออกว่าคุยอะไรกัน
ต่อมาอาก็เข้ามา ถามว่าเธอคิดจะทำอะไรต่อไป
ถังซินหรานเคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ว่าต่อจากนี้จะทำอย่างไร
เธออยู่ในอำเภอนี้ต่อไม่ได้แล้ว เรื่องของเธอกับจ้าวเผิงต้องแพร่กระจายไปทั่วแน่
ถ้ายังอยู่ต่อไปก็มีแต่จะถูกคนชี้หน้าซุบซิบนินทา เอาไปเป็นเรื่องคุยสนุกปาก
เธอจึงบอกอาว่าอยากสมัครไปเป็นครูอาสาในพื้นที่ห่างไกล เปลี่ยนสภาพแวดล้อม แล้วไปให้ไกลสักสองสามปี รอให้เรื่องซาลงค่อยว่ากัน
ตอนนั้นอาขมวดคิ้วทันทีแล้วบอกว่าไม่ได้ การไปเป็นครูอาสาลำบากเกินไป สภาพความเป็นอยู่ก็แย่ แถมยังอยู่ไกล
เธอเป็นผู้หญิงคนเดียว ไปไกลขนาดนั้น เขากับป้าคนโตเป็นห่วง
เขายังบอกด้วยว่า ต่อให้ไปเป็นครูอาสาอยู่หลายปี สุดท้ายก็ต้องกลับมา การหนีไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา หนีได้แค่ชั่วคราว แต่หนีไปตลอดชีวิตไม่ได้
ตอนนั้นเธอสิ้นหวังมาก ใครจะคิดว่าอากลับบอกให้เธอสอบเข้าปริญญาโท
หยุดงานไปเรียนสักสองสามปี ไปเมืองหลวงของมณฑล ไปปักกิ่ง ไปเปิดหูเปิดตาในที่ที่ใหญ่กว่าเดิม
เขาบอกว่าพอเรียนจบปริญญาโทแล้ว เธอก็จะมีวิสัยทัศน์กว้างขึ้น มีโอกาสมากขึ้น และมีทางเลือกเยอะขึ้น