พูดก็พูดเถอะ แต่พอถึงเวลาคุยเรื่องสำคัญจริง ๆ ซ่งเจิงกลับรอบคอบกว่าใคร
เขากลับไปเล่าเรื่องนี้ให้กวนฮุ่ยฟางกับซ่งหย่งฟัง พร้อมย้ำเป็นพิเศษ
“ต้องเลือกวันที่ผมกับพ่อว่างพร้อมกันนะครับ จะได้ไม่เกิดงานด่วนชนกับวันแต่งงาน”
กวนฮุ่ยฟางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเขาพลางหัวเราะ “ยังต้องให้บอกอีกเหรอ? แม่กับพ่อคิดเรื่องนี้กันไว้ตั้งนานแล้ว
เดิมทีแม่อยากกำหนดเป็นวันชาติจีน แต่พ่อบอกว่าช่วงวันชาติต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งหน่วยต้องเตรียมพร้อม ส่วนในค่ายทหารของลูกก็มีภารกิจเตรียมรบ ยังไงก็ไม่ได้แน่
แม่กำลังคิดว่าจะโทรหาเสิ่นเหมย นัดสองครอบครัวมานั่งคุยกันให้เรียบร้อยอยู่พอดี”
ซ่งหย่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ถึงเวลาต้องกำหนดวันแต่งแล้ว จัดให้เร็วหน่อย พวกเราจะได้สบายใจไปเรื่องหนึ่ง
ถ้าจะนัดก็ไปบ้านตระกูลซู จะได้แสดงความจริงใจของเรา”
ทางบ้านซ่งกำลังเตรียมการ ส่วนทางบ้านซูก็ไม่ได้อยู่นิ่ง
เสิ่นเหมยพูดเรื่องนี้กับซูเซี่ยงเฉียนมาหลายครั้งแล้ว
“ดูหยวนหยวนกับซ่งเจิงสิ หมั้นกันมาเกือบปีแล้ว ถึงเด็กคนนั้นจะยุ่ง แต่ก็ใส่ใจหยวนหยวนจริง ๆ
พวกเราก็ไม่ต้องวางท่าหรอก หาเวลาคุยกับทางบ้านซ่ง แล้วกำหนดวันแต่งกันเถอะ”
ซูเซี่ยงเฉียนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพูดอย่างไม่รีบร้อน
“จะรีบไปทำไม ซ่งเจิงอายุมากกว่าหยวนหยวนของเรา ทางบ้านซ่งต้องร้อนใจกว่าเราแน่
ฉันรู้จักซ่งหย่งดี เขาทำอะไรสุขุมรอบคอบ คงวางแผนไว้เรียบร้อยนานแล้ว
เรารอให้พวกเขาเป็นฝ่ายเปิดปาก ลูกสาวเราจะได้ดูมีค่าหน่อย”
พูดอย่างนั้นก็จริง แต่พอหันหลังให้ซูเซี่ยงเฉียนก็ฝากคนไปเปิดปฏิทินหาวันมงคล
เขาวงวันที่เหมาะสำหรับจัดงานแต่งในปีหน้าไว้ทั้งหมด แล้วไล่ดูทีละวันว่าวันไหนเหมาะ ไม่กระทบเวลาทำงานของเด็ก ๆ