โจวหลินเบะปาก น้ำเสียงเจือความดูแคลนเล็กน้อย “เดาสิว่าเป็นยังไง? แม่หมอนั่นลุกขึ้นมาผยองทันทีเลย
คิดว่าลูกชายตัวเองเก่งนักหนา ได้เป็นคนทำงานในหน่วยงานรัฐแล้ว สถานะก็ไม่เหมือนเดิม
เริ่มจับผิดจางฉินสารพัด ตอนนั้นจางฉินทำงานเป็นเสมียนอยู่บริษัทเอกชน
แม่เขาบอกว่างานบริษัทเอกชนไม่มั่นคง ไม่ใช่ตำแหน่งประจำ จะคู่ควรกับลูกชายตัวเองได้ยังไง
ยังพูดอ้อม ๆ อีกว่าจางฉินเป็นลูกสาวคนเดียว ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ไม่รู้จักดูแลคนอื่น ต่อไปคงเป็นสะใภ้ที่ดีไม่ได้แน่”
ซูหยวนขมวดคิ้ว “นี่มันคิดแต่เรื่องผลประโยชน์เกินไปไหม? เพิ่งสอบติดก็เปลี่ยนท่าทีเลยเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
โจวหลินพยักหน้า ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห “ที่น่าโมโหที่สุดคือท่าทีของผู้ชายคนนั้น
ทุกครั้งที่จางฉินบ่นกับเขาว่าแม่ของนายพูดจาแบบนี้ได้ยังไง เขาก็เอาแต่พูดกลบเกลื่อน วนไปวนมาอยู่ไม่กี่ประโยค
“แม่ฉันไม่ได้คิดร้าย แค่อยากให้ฉันมีชีวิตที่ดี”
“แม่ฉันลำบากมาทั้งชีวิต อย่าไปถือสาแกเลย”
“แม่ฉันก็หวังดีกับเรานั่นแหละ เธออดทนหน่อยนะ”
สรุปคืออารมณ์ของแม่มันเป็นอารมณ์ ส่วนจางฉินโดนทำให้เจ็บช้ำน้ำใจก็สมควรกล้ำกลืนเอาไว้สินะ?”
“ยื้อกันอยู่อย่างนั้นสองสามเดือน ยายแก่นั่นก็ยิ่งทำตัวเกินไป ช่วงตรุษจีนผู้ชายคนนั้นบังคับให้จางฉินกลับบ้านเกิดไปด้วย
ผลคือแม่เขาไม่ยอมให้จางฉินเข้าบ้านด้วยซ้ำ บอกว่าไม่มีสถานะเป็นอะไรกัน อย่ามาทำให้กฎบ้านฉันเสียหาย”
โจวหลินพูดไปก็รู้สึกแทนจางฉินว่าไม่ยุติธรรม “ถ้าเป็นคนอื่น อาจร้องไห้โวยวายสักยก หรือไม่ก็ยอมกล้ำกลืนแต่งเข้าไปแล้ว
แต่จางฉินไม่ใช่ ตอนนั้นเธอไม่พูดอะไรสักคำ หันหลังไปสมัครสอบข้าราชการระดับมณฑลทันที เป้าหมายคือสอบเข้าตำแหน่งข้าราชการของสำนักงานการคลังเขตซินตงของเรา”
