“งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ!”
โจวหลินยิ้มจนดวงตาหยี ความหดหู่จากเรื่องซุบซิบเมื่อครู่หายวับไปหมด
“เธอไม่รู้หรอกว่า คนในหน่วยงานเราหลายคนกำลังเก็บเหรียญที่ระลึกโอลิมปิกกันอยู่ บางคนถึงกับสะสมแสตมป์เกี่ยวกับการวิ่งคบเพลิงโดยเฉพาะ
พอเธอกลับมาจากปักกิ่งแล้ว ต้องมาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะว่าบนถนนเป็นยังไงบ้าง มีธงแดงแขวนอยู่เต็มไปหมดหรือเปล่า คึกคักเหมือนในทีวีไหม”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เหอฉิง รองเลขาธิการก็ถือเอกสารออกมาจากห้องทำงานด้านใน เดินมาหยุดหน้าห้องทำงานรวมแล้วเคาะประตูเบา ๆ สีหน้าอ่อนโยน
“เสี่ยวซู ช่วยตรวจนับจำนวนรายชื่ออาสาสมัครในเอกสารนี้อีกครั้งนะ แล้วเทียบกับยอดรวมที่แต่ละอำเภอส่งมาให้ ก่อนเลิกงานช่วงบ่ายค่อยเอามาให้ฉันก็ได้
โจวหลิน ถ้าเหนื่อยก็พักสักหน่อยนะ อย่าฝืน สุขภาพสำคัญกว่า”
“ได้ค่ะ เลขาเหอ”
ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน
เมื่อเสียงฝีเท้าของเหอฉิงหายไปตรงปลายทางเดิน โจวหลินก็แลบลิ้นใส่ซูหยวน รีบขยับกลับมานั่งตัวตรงบนเก้าอี้ แล้วรัวนิ้วพิมพ์บนคอมพิวเตอร์
ในห้องทำงานเหลือเพียงเสียงแป้นพิมพ์ดังแผ่ว ๆ กับเสียงพลิกกระดาษเบา ๆ แสงแดดลอดผ่านมู่ลี่เข้ามา ตกกระทบบนโต๊ะเป็นเงาสว่างสลับมืด
ใกล้เวลาเลิกงาน ซูหยวนตรวจนับจำนวนอาสาสมัครรอบสุดท้ายเสร็จพอดี เพิ่งวางแฟ้มซ้อนกันเรียบร้อย โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นครืด ๆ ขึ้นมา
เธอหยิบออกมาดู ชื่อ “ซ่งเจิง” ปรากฏบนหน้าจอ ปลายนิ้วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะบอกโจวหลินแล้วรีบเดินไปยังหน้าต่างตรงปลายทางเดินเพื่อรับสาย
“ฮัลโหล?”
“หยวนหยวน ฉันเอง”
เสียงของซ่งเจิงดังมาจากปลายสาย แหบกว่าปกติอยู่หลายส่วน ฉากหลังมีเสียงลมภูเขาพัดหวีดหวิวปะปนกับเสียงเครื่องจักรคำรามแว่ว ๆ จากที่ไกล
หัวใจซูหยวนกระตุก เธอกำโทรศัพท์แน่นโดยไม่รู้ตัว
