“แล้วไม่ได้ถึงขั้นมีคนตายใช่ไหม?”
ซูหยวนถามต่ออย่างเป็นธรรมชาติ ปลายปากกายังค้างอยู่ตรงชื่อบรรทัดหนึ่งในรายชื่ออาสาสมัคร
“ไม่ถึงขั้นมีคนตายหรอก แค่สถานการณ์น่าอับอายสุด ๆ”
โจวหลินเบ้ปาก แต่กลับยิ่งสนใจมากกว่าเดิม เธอขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด ลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ
“ตอนนั้นสองคนนั่นกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ สาบานกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าถ้าปล่อยพวกเขาไป จะให้ทำอะไรก็ยอมหมด
จะชดใช้เงิน ขอโทษ หรือเขียนหนังสือรับรอง จะให้อับอายแค่ไหนก็ยอม
แต่เดาสิว่าผัวของผู้หญิงคนนั้นพูดว่ายังไง?”
เธอจงใจหยุดพูด ยกแก้วเคลือบขึ้นจิบน้ำร้อนช้า ๆ หางตามีแววเจ้าเล่ห์ ปล่อยให้ซูหยวนค้างคาใจจนเต็มที่แล้วจึงกดเสียงต่ำ เผยระเบิดลูกใหญ่
“เขาบอกว่า เงินฉันไม่เอา ขอโทษไปก็ไม่มีประโยชน์
เธอสวมเขาให้ฉัน ฉันก็ต้องสวมเขาคืน เรื่องถึงจะถือว่าเจ๊ากัน”
ปากกาแดงในมือซูหยวนหล่นลงบนกระดาษดัง ‘กึก’ ปลายปากกาซึมหมึกเป็นรอยแดงจาง ๆ บนกระดาษสีเหลืองนวล เธอยังไม่ทันได้เช็ดด้วยซ้ำ
เธอเงยหน้ามองโจวหลิน แววตาเขียนคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้มั้ง’ ไว้ชัดเจน เธอนิ่งอึ้งอยู่นานกว่าจะเอ่ยออกมาได้
“แล้ว... หลังจากนั้นล่ะ? เขาทำแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?”
“หลังจากนั้นยิ่งพีกกว่าเดิม”
โจวหลินตบต้นขาตัวเอง ก่อนรีบเอามือปิดปาก กลัวเสียงดังจนคนอื่นได้ยิน
“วุ่นวายกันอยู่เกือบครึ่งเดือน สุดท้ายสองคู่หย่ากันหมด
เดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น? ต่อมาผัวของผู้หญิงคนนั้นไปลงเอยกับเมียของรองผู้อำนวยการโรงเรียน!
ทั้งคู่ต่างบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนซื่อ ๆ แถมโดนหลอกมาเหมือนกัน พอคุยกันก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจเพราะชะตากรรมเดียวกัน คบไปคบมาก็เกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน
