สายพันธุ์รอบด้านสามารถหลอมรวมแมลงอสูรชนิดอื่นเข้าไว้ในร่างเดียวกัน เพื่อควบคุมความสามารถของแมลงอสูรหลากหลายชนิดได้ มีอันตรายสูงยิ่ง แต่ตัวมันเองกลับไม่มีพลังทำลายล้างใด ๆ หากพบเห็น ต้องกำจัดให้สิ้นซากทันที
นี่คือบันทึกในแฟ้มเอกสารของสำนักงานอภิมนุษย์
ตรงกับที่โจวเจอรู้มาทุกประการ
สายพันธุ์รอบด้านมีศักยภาพในการเติบโตสูงสุด แต่ก่อนจะได้แฝงตัวในโฮสต์ ความสามารถในการเอาชีวิตรอดแทบไม่ต่างจากปลาที่ถูกโยนขึ้นฝั่ง
คนธรรมดาแค่เตะทีเดียวก็ฆ่ามันได้แล้ว
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะข้ามโลกมาเป็นแมลงอสูรได้!
แม้จะเป็นสายพันธุ์รอบด้าน แต่ที่รอดชีวิตมาได้จนถึงวันนี้ก็ล้วนพึ่งโชคทั้งนั้น
ตอนที่ข้ามโลกมา ก็เพราะร่างเดิม—ไม่สิ ควรเรียกว่าโฮสต์—ถูกคนอื่นซ้อมจนทนไม่ไหว ขาดใจตาย แล้วถูกโยนลงแม่น้ำ ปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาไป
โจวเจอจึงมีโอกาสแฝงตัวเข้าไป
ไม่อย่างนั้น ต่อให้คนใกล้ตาย แค่พลิกตัวทับ เขาก็ถูกทับตายได้แล้ว
ร่างเดิมก็น่าสงสาร ถูกคนทำร้ายจนตายในเขตปลอดภัย
แต่ถ้าไม่ได้ร่างเดิมสละชีวิต โจวเจอก็คงไม่มีโอกาสได้แฝงตัว
เมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองวิ่งไล่ตามกระแสน้ำไปตลอดทาง โจวเจอก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ในฐานะแมลงอสูรที่ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงในโลกมนุษย์มาสามปี เขาเองก็อดนับถือตัวเองไม่ได้
เพียงแต่ตอนที่ใกล้จะได้ใช้ชีวิตสุขสบาย มีภรรยาและลูกอยู่เคียงข้าง ความเป็นจริงกลับไม่ปรานีเขาเลย
โจวเจอกลืนเนื้อแมลงอสูรคำสุดท้ายลงไป ก่อนกวาดสายตามองพื้นที่มืดสลัว ภรรยาที่เคยอยู่ด้วยกันเหลือเพียงซากศพ นั่นคือร่างของอวิ๋นหยาหลังถูกลอกเปลือกแมลงออกไปแล้ว
แม้ร่างศพนี้จะกลายเป็นร่างของแมลงอสูรไปแล้ว แต่โจวเจอก็ยังกลืนกินไม่ลง
เมื่อนึกถึงเรื่องราวตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โจวเจอถอนหายใจช้า ๆ อย่างจนใจ
“เดิมทีฉันยังฝันว่าจะได้อยู่กับเธอจนแก่เฒ่า ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นแบบนี้...”
ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีความรู้สึกแบบมนุษย์
เพราะอยู่ใกล้ชิดกันมาสามเดือนเต็ม
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแมลงอสูร และความรู้สึกที่มีต่อเธอจะสิ้นสุดลงแล้ว
แต่ในเวลานี้ หัวใจก็ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“ปัญหาคือ แบบนี้ฉันก็ยังต้องเข้ารับการตรวจการถูกแมลงแฝงทุกสามเดือนต่อไปอยู่ดีสินะ?”
ตลอดสามปีที่ผ่านมา โจวเจอในฐานะเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล อาศัยตำแหน่งหน้าที่แก้แบบฟอร์มตรวจการถูกแมลงแฝงของตัวเองให้กลายเป็น “เข้ารับการตรวจแล้ว”
เพราะคนในสำนักงานอภิมนุษย์ล้วนทำงานเกี่ยวข้องกับแมลงอสูร เจอกันทุกวัน แค่มีร่องรอยว่าถูกแมลงแฝงก็สังเกตออกได้
ดังนั้นการจัดการตรวจการถูกแมลงแฝงภายในองค์กรจึงไม่ได้เข้มงวดอย่างที่คิด
เดิมทีเขารู้ว่านี่ไม่ใช่ทางออกระยะยาว จึงคิดจะใช้การแต่งงานเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจอย่างถาวร
เพราะแมลงอสูรจะทำหมันทางเคมีกับโฮสต์ เพื่อให้พลังงานของโฮสต์ถูกส่งไปหล่อเลี้ยงการเติบโตของมันมากขึ้น โฮสต์จึงมีลูกไม่ได้ และร่วมเพศไม่ได้ด้วย
ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำของคู่สามีภรรยาจึงทำหน้าที่แทนการตรวจการถูกแมลงแฝง
แต่โจวเจอเป็นมนุษย์ จะทำหมันตัวเองได้อย่างไร?
เขามีลูกได้
ด้วยความคิดเช่นนั้น
โจวเจอจึงเลือกคนที่ถูกชะตาที่สุดคนหนึ่งจากกลุ่มผู้ลี้ภัย
แต่ไม่คิดเลยว่าโลกนี้จะพลิกผันได้ขนาดนี้
คนย่อมคบหาคนประเภทเดียวกัน แมลงก็ย่อมอยู่รวมกับแมลง
เขาดันเลือกได้แม่นยำจนเจอแมลงตัวเดียวในฝูงชนเข้าจริง ๆ!
เกรงว่าตอนที่เข้ามา อีกฝ่ายคงเติบโตเต็มที่แล้ว กลายเป็นแมลงอสูรที่สวมหนังมนุษย์อย่างสมบูรณ์
“สามดอกบีบกะโหลก เป็นแมลงอสูรสายพันธุ์เลียนแบบโดยแท้ โชคดีที่ฉันมีตัวหนอนไรเจ็ดตา ไม่อย่างนั้นคงถูกเธอกินไปแล้ว”
ตัวหนอนไรเจ็ดตาก็คือแมลงอสูรบาดเจ็บสาหัสที่สำนักงานอภิมนุษย์ไล่ล่าเมื่อสามเดือนก่อน โจวเจออาศัยข้อมูลคาดเดาทิศทางหลบหนีของมัน จึงได้แมลงอสูรตัวแรกมาครอบครอง
“น่าเสียดายที่สามดอกบีบกะโหลกก็ต้องแฝงตัวอยู่บนใบหน้าเหมือนกัน แต่บนใบหน้าฉันมีตัวหนอนไรเจ็ดตาแฝงอยู่แล้ว”
โจวเจออดเสียดายไม่ได้
ในฐานะสายพันธุ์รอบด้าน ตำแหน่งที่แมลงอสูรจะแฝงอยู่ในร่างของเขาก็มีจำกัดเช่นกัน
“แต่ก็ไม่เป็นไร พลังต่อสู้ของสายพันธุ์เลียนแบบไม่ได้แข็งแกร่งนัก...กินแมลงอสูรตัวนี้เข้าไปก็ทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้เหมือนกัน”
การกินแมลงอสูร มนุษย์ และทองคำ สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้แมลงอสูรได้
แมลงอสูรแต่ละสายพันธุ์ก็มีวิธีพัฒนาที่แตกต่างกัน
ตัวหนอนไรเจ็ดตาเป็นสายพันธุ์หนึ่งของสายพันธุ์โหดเหี้ยม สายพันธุ์โหดเหี้ยมจะหลั่งฮอร์โมนพิเศษชนิดหนึ่งภายในร่างขณะทำร้ายสิ่งมีชีวิต เพื่อเร่งการเติบโตและทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
แมลงอสูรลอกคราบเพื่อพัฒนาขั้นเล็ก และเปลี่ยนเป็นดักแด้เพื่อพัฒนาขั้นใหญ่
โดยทั่วไป หลังลอกคราบสามครั้งแล้วจึงพัฒนา จะเข้าสู่การเปลี่ยนเป็นดักแด้ แต่จำนวนครั้งก็แตกต่างกันไปตามแต่ละตัว บางตัวอาจลอกคราบมากหรือน้อยกว่านั้น
หลังลอกคราบ คุณสมบัติทุกด้านจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ระดับการเพิ่มก็แตกต่างกันในแต่ละตัว อย่างสามดอกบีบกะโหลกที่ลอกคราบหนึ่งครั้งก็ยังถูกตัวหนอนไรเจ็ดตาที่โจวเจอยังไม่เคยลอกคราบฆ่าตาย
ส่วนการเปลี่ยนเป็นดักแด้คือการพัฒนาครั้งใหญ่ ซึ่งอาจทำให้รูปร่างของแมลงอสูรเปลี่ยนไปด้วย
“กินแมลงอสูรอีกตัวเดียว ตัวหนอนไรเจ็ดตาของฉันก็จะได้ลอกคราบครั้งแรกแล้ว”
“แต่ว่า...ตอนนี้ฉันจะแก้ปัญหาที่ตามมายังไงดี?”
โจวเจอดึงความสนใจกลับมายังเรื่องตรงหน้า เมื่อมองความยุ่งเหยิงไปทั่วห้องก็ยิ่งปวดหัว “ดูเหมือนจะทำได้แค่รายงานว่าเธอหายตัวไป แต่...มีพิรุธมากเกินไป แค่สืบสวนสักหน่อยก็เห็นความผิดปกติแล้ว”
เพราะร่างของแมลงอสูรกับความรู้สึกของมนุษย์อยู่ร่วมกัน
แม้ตอนนี้โจวเจอจะมีความสามารถพอที่จะออกจากเขตปลอดภัยชื่อชื่อกวางไปใช้ชีวิตข้างนอกได้แล้ว แต่เขาก็ยังอยากใช้ชีวิตแบบมนุษย์
หากออกจากเขตปลอดภัยไปแล้ว ต่อให้จะเข้าเขตปลอดภัยแห่งไหนอีกก็ต้องผ่านการตรวจ
ดังนั้นเขาจึงต้องปกปิดตัวตน
เดิมทีเขาตั้งใจจะวางยาอีกฝ่ายให้หมดสติก่อน แล้วค่อยหาทางพาออกไป สร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนภรรยาออกจากเขตปลอดภัยไปแล้ว หลังพาออกไปได้ค่อยจัดการแมลงอสูร
ทำแบบนี้ก็จะหลบเลี่ยงการชันสูตรศพภายในเขตปลอดภัยได้โดยตรง
แต่ตอนนี้คนก็ไม่อยู่แล้ว จะให้ออกจากเขตปลอดภัยบ้าบออะไรอีก?
เขาจะจูงอากาศผ่านด่านตรวจของเขตปลอดภัย แล้วแนะนำอากาศข้าง ๆ ว่านี่คือภรรยาของฉันอย่างนั้นหรือ? คงถูกจับไปในฐานะคนสติไม่ดีแน่
นี่มันเจ้าสาวของพระราชาในนิทานอะไรกัน?!
แค่นึกถึงภาพนั้น โจวเจอก็อับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
“ไม่ได้ ๆ ฉันต้องคิดหาวิธีอื่น ทำได้แค่รายงานว่าหายตัวไป แต่...”
แต่ถ้าพวกเขามาถึงที่เกิดเหตุ จะต้องตรวจพบกลิ่นอายของแมลงอสูรได้แน่ ถึงตอนนั้นตัวเขาก็ต้องถูกลากไปตรวจการถูกแมลงแฝงด้วย
ทางตัน
เขาถอนหายใจ “ช่างเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน”
……
“ตามรอยกลิ่นอายต่อไป”
บริเวณชายขอบชุมชนไซหัว มีกลุ่มเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
พวกเขาหยุดอยู่ตรงมุมตึกพักอาศัยบริเวณชายขอบ ก่อนสังเกตพื้นที่โล่งที่อยู่ไม่ไกลตรงหน้า
ที่นี่เป็นพื้นที่รกร้าง ลึกเข้าไปในดงหญ้าสูงท่วมหัวมีซากอาคารพังทลายหลายหลังโผล่ให้เห็น
ด้านหลังติดกับภูเขารกร้างที่ถูกทิ้งไว้ บนนั้นมีร่องรอยของโรงงานอุตสาหกรรม ภายหลังดูเหมือนจะถูกยกเลิกไปด้วยเหตุผลบางอย่าง
พวกเขาสังเกตสภาพพื้นที่โล่งที่มีหญ้าขึ้นรก และระวังทุกความเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย
คนเหล่านี้สวมชุดปฏิบัติการแบบมืออาชีพ พกปืนและอุปกรณ์ติดตัว ส่วนบนบ่ามีเครื่องหมายประหลาดสีแดง รูปร่างคล้ายตะขาบ
หากมีใครอยู่ที่นี่ ก็คงจำได้
นี่คือสัญลักษณ์ของสำนักงานอภิมนุษย์
และยังเป็นสมาชิกหน่วยปฏิบัติการแนวหน้าอีกด้วย
ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น
ผู้นำทีมในครั้งนี้คือหัวหน้าหน่วยอภิมนุษย์ผู้มากประสบการณ์ จางฉวนหลี่
เขามีรูปร่างสูงผอม ดวงตาทั้งสองเรียวยาวหางตาเชิด เพราะแมลงอสูรที่อยู่ในร่าง ผิวของเขาจึงดูซีดขาว
มองจากระยะไกลก็รู้สึกได้ว่าเป็นคนเข้าถึงยาก
“แมลงอสูรตัวนี้เป็นสายพันธุ์โหดเหี้ยมที่ยังไม่กลายพันธุ์ แม้ช่วงนี้มันจะฆ่าคนจนลอกคราบเป็นครั้งที่สาม ใกล้จะกลายพันธุ์ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยนเป็นดักแด้ ก็ยังไม่นับว่ารับมือยาก”
“ครั้งก่อนปล่อยมันหนีไปได้ ครั้งนี้ห้ามพลาดอีกเด็ดขาด”
“ทุกคนระวังให้ดี แมลงอสูรตัวนั้นบุกเข้ามาในเขตที่พักอาศัยเป็นครั้งที่สองแล้ว แถมยังปรากฏตัวขึ้นเอง เห็นได้ชัดว่ามีจุดประสงค์ รีบตรวจหากลิ่นอายและตามหาร่องรอย พยายามอย่าทำให้เกิดเสียงดังเกินไปจนรบกวนชาวบ้านแถวนี้”
จางฉวนหลี่กล่าวเสียงต่ำ
พูดจบ เขาก็หันไปมองคนข้างกาย น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
“คุณหนูสวี่หรง ฉันรู้ว่าคุณมีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเจอแมลงอสูร พวกเราก็ดูแลคุณไม่ไหว ตอนนี้กลับไปยังทัน”
คนที่เขาพูดด้วยคือหญิงสาววัยเยาว์คนหนึ่ง ใบหน้าเผยความอ่อนโยนแบบกุลสตรีอยู่หลายส่วน
บุคลิกของเธอแตกต่างจากคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
แววตาของสวี่หรงเปี่ยมด้วยความองอาจ “ไม่ต้องห่วงค่ะ ตอนที่ฉันเข้าร่วมหน่วยปฏิบัติการ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะเป็นหรือตายก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา”
“ดี”
จางฉวนหลี่ยกมือเรียก ก่อนหันไปพูดกับคนอื่น ๆ “จำไว้ให้ดี ถ้าเจอแมลงอสูร ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด การจัดการแมลงอสูรห้ามเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาปะปน ต้องกำจัดมันให้สิ้นซากไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องทำ!”
“ครับ!”
คนอื่น ๆ ขานรับพร้อมกัน
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากส่วนลึกของทุ่งหญ้าตรงหน้า
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นฉับพลัน เงาร่างขนาดมหึมาที่ใหญ่เกินกว่าปกติพุ่งทะยานออกมา
เสียงกระพือปีกดังก้องหึ่ง ๆ อยู่กลางอากาศ ราวกับเสียงฟ้าร้อง
“แมลงอสูรปรากฏตัวแล้ว!”
