ฤดูใบไม้ผลิของหมู่บ้านเหอฮวา เน่าเฟะและรกร้าง
สายน้ำโคลนเหลืองต้นฤดูใบไม้ผลิโหมกระหน่ำพาก้อนหินใหญ่กลิ้งลงมา เสียงครืนสนั่นปิดตายทางเดินเขาเพียงเส้นเดียวที่คนในหมู่บ้านใช้สัญจรมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังปิดตายหนทางรอดของคนทั้งหมู่บ้าน
ลมพัดหอบมา อบอวลด้วยกลิ่นอายดิน หอบเอาใบไม้บนต้นไหฺวเก่าแก่หน้าหมู่บ้านร่วงเกลี้ยง ลำต้นปริแตกเป็นร่องกว้าง ดั่งรอยย่นบนใบหน้าของท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน
ใต้ต้นไม้ คุณปู่คุณย่าแห่งตระกูลฟางพิงกายอยู่ ขดขา หนังตาปรือลง ไร้แม้แต่แรงที่จะลืมตามองฟ้า
หยาหยารู้ดีว่า พวกเขาก็เหมือนนาง ท้องกิ่วว่างเปล่า ปากไร้รสชาติ เพราะขาดเกลือ
คราวที่ราชสำนักส่งคนมาเกณฑ์ชายฉกรรจ์ไปเป็นทหาร ผู้ชายในหมู่บ้านพอมีแรงอยู่บ้างก็ถูกลากตัวไปจนหมด
ผ่านไปกว่าครึ่งปี ไร้แม้แต่ข่าวคราวสักคำ เกรงว่าคงกลายเป็นผีป่าเถื่อนไปแล้ว
นับจำนวนคนที่เหลืออยู่ยี่สิบเอ็ดคน คนที่แข็งแรงที่สุดก็มีเพียงน้าหลิน หญิงม่ายอายุสามสิบต้นๆ กับนายพรานสกุลจ้าวที่ตกเขา ล่ามาเมื่อสามปีก่อนจนขาเจ็บเป๋ไปข้างหนึ่ง
ที่เหลือ ถ้าไม่ใช่คนแก่ผมหงอกขาวทั้งศีรษะ ก็เป็นเด็กแบเบาะเพิ่งหัดเดิน
หยาหยาวัยห้าหนาวคนเดียวที่เป็นเด็กกึ่งโตพอวิ่งได้เดินคล่อง
พ่อแม่ของหยาหยาจากไปตั้งแต่ยังเล็ก นางเติบโตด้วยการกินข้าวจากน้ำพักน้ำแรงของคนในหมู่บ้าน
คุณย่าจางให้ขนมปังโถวก้อนหนึ่ง น้าหลินยัดผักป่าให้กำมือ ทุกคนในหมู่บ้านเอ็นดูเด็กน้อยกำพร้าพ่อแม่คนนี้ ต่อมาไม่นาน นางก็ย้ายไปอยู่กับยายหลิ่วแบ๊ะ ยายหลิ่วแบ๊ะไร้บุตรสืบสกุล สองคนอาศัยในบ้านดินปูนหลังเดียวกัน พึ่งพากันและกัน ประทังชีวิตไปวันๆ
ยายหลิ่วแบ๊ะรักหยาหยาเยี่ยงคนในครอบครัว ของกินได้มาสักคำก็ยัดใส่มือนางก่อน หยาหยาก็รู้ความ อายุยังน้อยก็ช่วยประคองยายหลิ่วแบ๊ะ เดินไปตามทางลาดชันสู่ภูเขาด้านหลังเพื่อขุดผักป่าเก็บเห็ด
หยาหยาเป็นไม้เท้าน้อยๆ ของยายหลิ่วแบ๊ะ และยังเป็นเด็กน้อยที่หาอาหารเก่งที่สุดในหมู่บ้าน
แต่ก่อนยามฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แปลงสวนของแต่ละครัวเรือนในหมู่บ้านควรจะมีหน่อผักผุดพ้นดิน ตามภูเขาเองก็น่าจะมีผักป่าผลิใหม่ แต่ปีนี้ไม่เหมือนเดิม
กระแสโคลนถล่มพัดพาเอาดินเหลืองท่วมแปลงผักหน้าหมู่บ้าน ดินแข็งเป็นแผ่นดาน
ครัวเรือนในหมู่บ้านต่างมีที่ดินไร่บางๆ ทำไร่ปลูกข้าวฟ่างกับข้าวสาลีบักวีตอยู่บ้าง แต่ล้วนเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเก็บรักษาไว้ถึงหน้าหนาว เสบียงที่เก็บได้เมื่อปีกลาย ต้องเลี้ยงดูคนทั้งหมู่บ้านไปอีกกว่าครึ่งปี แถมยังต้องเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับปีหน้า
หลังจากผู้ชายถูกเกณฑ์ไป พวกคุณปู่คุณย่าที่ดูแลยุ้งฉางก็มักถูกหนอนหนูฉกฉวยโอกาสทำให้รั่วไหล ความเสียหายมากกว่าแต่ก่อนหลายส่วน ประคองผ่านเหมันต์มาก็เหลือแต่รำข้าว แกลบฟาง
หัวผักกาดกับผักกาดขาวที่หมักสุมซ่อนไว้ไม่กี่หัวสุดท้าย เมื่อก่อนปีใหม่ก็ยกให้เด็กๆ ประทังท้องกันไป
ทุกคนต่างหวังรอหิมะละลายทางเดินสะดวกจะได้ออกไปแลกเปลี่ยนของกินกับเกลือ แต่มาบัดนี้ความหวังล้วนมลายสิ้น
เตาหุงข้าวทุกบ้านว่างเปล่า
นี่คือช่วงรอยต่อที่ขาดแคลนยากแค้นที่สุดในหุบเขา ผักป่าบนเนินไกล้ๆ ถูกขุดเสียจนเหลือแต่ราก จะหาอะไรกินได้ต้องเข้าไปในหุบลึกของภูเขาใหญ่ ทางลาดชันเส้นทางสูงชัน คนแก่ไม่มีทางขึ้นไปถึง
หยาหยาซุกตัวในมุมเตียงดินเผา แผ่นหลังแนบชิดผนังที่เย็นเฉียบ ท้องยุบแฟบ หนังติดกระดูกสันหลัง
ความรู้สึกหิวโหยเหมือนแมลงตัวน้อย ไต่ไปมาในท้อง กัดแทะจนนางอ่อนระทวยไปทั้งร่าง
นางเม้มริมฝีปาก แห้งผาก จนเกิดสะเก็ดแข็งเล็กๆ ขยับทีก็เจ็บ ซึมเลือดเม็ดน้อยๆ สีแดง นางบรรจงเลียดู มีเพียงรสคาวเค็มนิดๆ ผสมกับความขมที่เอ่อขึ้นในปาก
นางลุกขึ้น ยิ่งเม้มปากหนักขึ้น ก่อนเดินโซเซไปหายายหลิ่วแบ๊ะ
ยายหลิ่วแบ๊ะพิงพนักเตียงอยู่ หลับตาพริ้ม ลมหายใจจากจมูกแผ่วเบา ราวกับจะลอยล่องจากไป
ใบหน้าของยายเหลืองซีด โหนกแก้มสูงส่ง หยาหยาเอื้อมมือสัมผัสดู ร้อนผ่าวเหมือนก้อนถ่านเล็กๆ ริมเตียงดินเผาที่เผาจนแดง ตกใจจนหดมือน้อยๆ กลับ น้ำตาพลันเอ่อท้น
ตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย ยายก็เริ่มมีไข้ ปากละเมอพึมพำ หยาหยาแนบหูเล็กๆ เข้าใกล้ปากยาย ฟังอยู่พักใหญ่ กว่าจะแยกแยะถ้อยคำอ้อแอ้ไม่กี่คำได้ว่า “เกลือ... หยาหยา...”
เกลือ หยาหยารู้จักเกลือ
เมื่อก่อนตอนที่ทางเดินภูเขายังใช้สัญจรได้ ยายหลิ่วแบ๊ะจะแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าเร่จากหมู่บ้านอื่น เพื่อให้ได้เกลือมาเล็กน้อย พอถึงเวลาทำกับข้าวก็โรยลงไปนิดหน่อย ผักชีแคระที่มีรสขมฝาดยังกลายเป็นของน่ากินขึ้นมา
เกลือน้อยนิดสุดท้ายของหมู่บ้าน อยู่ในไหกระเบื้องเล็กของคุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน มีขนาดเพียงปลายเล็บมือ เมื่อครึ่งเดือนก่อน ผสมน้ำให้เด็กน้อยสามคนที่สลบไสลเพราะตัวร้อนลวกเช็ดหน้าผาก ก็หมดลง
พวกคุณปู่คุณย่าเอาไหเกลือ ไหผักดอง กระทั่งดินใต้เตาฟืนมาคุ้ยเขี่ยอีกครั้ง แม้แต่เศษเกลือเม็ดเล็กสักนิดก็ไม่พบ
ไม่มีเกลือ คนก็หมดเรี่ยวแรง
ไม่กี่วันก่อน เสี่ยวโต้วจื้อหกล้มเข่าถลอก เน่าเหวอะ ไม่หายสักที ทุกวันซบอยู่บนพื้นร่ำไห้ เสียงเล็กจ้อย ไร้แม้แต่แรงจะร้อง
หยาหยาค่อยๆ ขยับตัวลงจากมุมเตียงดินเผา เท้าเล็กเท้าเปล่าเหยียบย่ำบนพื้นดิน เย็นเฉียบ สะท้านจนตัวโยน
นางยันกำแพง เดินช้าๆ จนถึงข้างเตาฟืน เปิดฝาหม้อเหล็กเล็กๆ ที่มีรูรั่วอยู่ก้นหนึ่ง ข้างในมีเพียงผักชีแคระแห้งๆ ไม่กี่ต้น สีเหลืองอ่อยเหี่ยวเฉา เป็นของเมื่อวานที่นางยันกำแพง ขยับตัวไปถึงเนินลาดข้างภูเขาขุดมา มีรสขม
นางค่อยๆ กัดกินทีละน้อยสองต้น แล้วค่อยๆ ย้ายไปข้างนอกอีกครั้ง
ข้างแป้นโม่หินในหมู่บ้าน ท่านผู้ใหญ่บ้านนั่งยองๆ อยู่ หลังโก่งเป็นรูปโค้งใหญ่ยิ่งกว่ากุ้งแห้ง ในมือกำกล้องยาสูบไร้ควัน กระแทกกับแป้นโม่หินเป็นจังหวะ
ข้างแป้นโม่หินมีลูกนัทที่เก็บได้กองอยู่บ้าง ตั้งใจจะบดเป็นผงประทังความหิว แต่ท่านผู้ใหญ่บ้านไม่มีแม้แต่แรงจะกะเทาะเปลือก กองทิ้งไว้อย่างนั้น จนฝุ่นจับเป็นชั้น
ดวงตาของเขาทอดมองตรงไปยังเส้นทางวนภูเขาที่มีก้อนหินใหญ่ปิดตายสนิท ฟ้าสีเทาครึ้ม หนทางก็สีเทาหม่น ไร้ซึ่งแสงสว่าง
“คุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน...” เสียงของหยาหยาเล็กน้อยและนุ่มนวล แต่เจือด้วยน้ำเสียงสะอื้น ทั้งยังแหบพร่าเล็กน้อย
นางขยับตัวเข้าไปใกล้คุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน ดึงชายเสื้อของเขา “ยายท่าทางจะร้อน... ท้องว่างเปล่า... ต้องการเกลือ...”
ท่านผู้ใหญ่บ้านหันกลับมา ดวงตาขุ่นมัวมองหยาหยา เขายื่นมือลูบศีรษะนาง อ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะบีบคำพูดออกมาได้เพียงสองสามคำว่า “รออีกสักหน่อย...”
รออะไรงั้นหรือ?
หยาหยาไม่รู้
นางเอียงศีรษะน้อยๆ คิด รอให้ทางดินโคลนละลายงั้นหรือ? รอให้พวกอาใส่ชุดขุนนางส่งพวกอากลับมางั้นหรือ? รอให้อาเจ้าล่าว—ผู้ออกจากเขาใหญ่มางั้นหรือ? หรือจะรอให้ฟ้าโปรยเกลือกับของกินลงมา?
แต่บนฟ้ามีเพียงเมฆสีเทาหม่น ไม่มีอะไรหล่นลงมา
แป้นโม่หินเล็กของหมู่บ้านไม่หมุน แปลงผักผืนดินถูกทิ้งร้าง ทางในภูเขาก็เดินไม่ได้ กระทั่งสายลมก็ยังขมฝาด
หยาหยาปล่อยชายเสื้อคุณปู่ผู้ใหญ่บ้าน ค่อย ๆ เดินไปยังศาลเจ้าเทพแห่งขุนเขาเตี้ยๆ ท้ายหมู่บ้าน แท่นบูชาไร้แม้แต่ขี้เถ้าธูป ทุกคนต่างหมดเรี่ยวแรงจะจุดธูปกันมานานแล้ว จนฝุ่นจับเป็นชั้นหนา
นางพิงแท่นบูชาที่มีฝุ่นเกาะ นั่งไถลลงกับพื้น
รอบคอของนางมีเชือกสีแดงผูกถุงหอมน้อยๆ ใบหนึ่งติดอยู่ เป็นสิ่งของชิ้นเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป
เนื้อผ้าสีซีดจางจนแทบไม่เหลือร่องรอยของสีสัน บนผืนผ้าปักลายดอกไม้เล็กๆ บิดเบี้ยว ฝีเข็มยุ่งเหยิง แต่หยาหยากลัดไว้แนบอกทุกวัน แม้แต่ยามนอนก็ยังกำไว้
นี่คือกลิ่นไอของแม่
นางกำถุงหอมน้อยๆ ไว้กลางฝ่ามือแน่น แนบใบหน้าน้อยๆ เข้าไป ผ้าที่เย็นเฉียบสัมผัสแก้มที่ร้อนผ่าว หยาดน้ำตาหยดใหญ่น้อยร่วงกระแทกลงบนถุงหอม
หยาหยาไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง เพียงซุกหน้าลงบนหัวเข่า สะอื้นเบาๆ “แม่... หยาหยาหิว... ยายใกล้จะไปแล้ว... แม่... ช่วยหยาหยาด้วยได้ไหม...”
เจ้าแมลงน้อยในท้องยิ่งกัดแทะรุนแรงขึ้น ตรงหน้าเริ่มพร่ามัวมืดดำ ในหูอื้ออึงเหมือนมีผึ้งน้อยบินว่อน
ร่างน้อยของหยาหยาอ่อนปวกเปียก โอนเอน นางขดตัวเป็นก้อนกลมเล็กๆ ล้มลงกับพื้น
ทันใดนั้น ถุงหอมน้อยในอุ้งมือก็พลันอุ่นร้อนขึ้นมา
อบอุ่นละมุนดังก้อนกรวดน้อยที่อาบแดดยามเที่ยง
ถุงหอมยังสั่นระริกเบาๆ ดั่งมือนางแม่ที่เคยตบกล่อมนางให้หลับใหล เป็นจังหวะๆ นุ่มนวล
ความร้อนยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ หยาหยารู้สึกว่าโลกหมุนติ้ว ต้นไหฺว อายุ กำแพงดินเหลือง แป้นโม่หินใหญ่ ล้วนกลายเป็นภาพเงาพร่าเลือน ศีรษะน้อยของนางเอียงตก ก่อนจะหมดสติไม่รู้เรื่องใดอีกเลย