ผู้คนในดินแดนประหลาดนี้ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก อาหารกินเพียงไม่กี่คำก็ขว้างทิ้ง
หยาหยากลืนน้ำลายลงคอแกรกหนึ่ง เห็นไม่มีใครสนใจนาง จึงแอบชะโงกมองเข้าไปในกล่องเหล็กใบใหญ่ด้วยความระมัดระวัง นางสังเกตเห็นของบางอย่างที่ถูกใครบางคนกินแล้ว ถูกกัดแล้ว จึงรีบยื่นมือออกไปหยิบของสิ่งนั้นออกมาด้วยความรวดเร็ว จากนั้นก็หดตัวกลับไปหมอบอยู่ที่มุมเดิมทันที
นางเก็บน้ำหวานที่เหลืออยู่ครึ่งกระปุกใส มีหลอดกลม ๆ เสียบอยู่ด้านบน กล่องกระดาษที่มีลูกชิ้นกลมแน่นสี่ลูกอยู่ข้างใน ขนมนุ่มชิ้นเล็ก ๆ ที่โรยด้วยเศษขนมสีหวานหลากสีสัน และผลไม้สีแดงเหนียวเหนอะหนะเป็นมันแวววาวที่เหลืออยู่ครึ่งไม้
ทุกครั้งที่เก็บได้แต่ละอย่าง นางจะใช้ลิ้นแตะเลียเบา ๆ ก่อนหนึ่งที ยืนยันว่าไม่มีรสประหลาด กินแล้วไม่ปวดท้อง จึงค่อย ๆ เก็บรวบรวมไว้
เสื้อคลุมบุด้วยสำลีตัวเก่าถูกยัดจนตุง ติดเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ที่นี่ช่างอบอุ่นยิ่งนัก
ไม่เหมือนฤดูหนาวในหมู่บ้านของพวกนาง สายลมพัดโกรกใส่เสื้อคลุมและเสื้อผ้าอาภรณ์
หยาหยาจ้องมองพี่ชายตัวน้อยที่เดินเข้ามาหาด้วยความปรารถนา ในมือของเขาถือขาหมูสีน้ำตาลเข้มชิ้นใหญ่ ปากตุ่ย และมีน้ำซอสติดอยู่ที่มุมปาก
มันคือเนื้อ เป็นเนื้อก้อนใหญ่ที่อร่อยแสนอร่อย
ครืด
หยาหยากลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
บางทีอาจเป็นเพราะสายตาจากมุมมืดนั้นร้อนแรงเกินไป เด็กชายที่กำลังแทะขาหมูเหลือบมองมาทางนี้ เมื่อเห็นดวงตาสองดวงแทรกอยู่กลางถังขยะ ก็ตกใจสะดุ้งโหยง
ขาหมูก็หล่นลงบนพื้นทันที
“ท่านแม่ ถังขยะ ถังขยะมีคนอยู่ด้วย... ขาหมูของข้าหล่นแล้ว...” เด็กชายมองขาหมูที่ตกอยู่บนพื้นด้วยความเสียดาย
หญิงสาวที่ถูกเขาเรียกขานว่าแม่ มองตามนิ้วที่เขาชี้ไปแวบหนึ่ง แล้วก็ละสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว “เด็กเก็บขยะน่ะ ไม่ต้องกลัว แม่จะซื้อให้ลูกใหม่”
พูดพลางหยิบกระดาษเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำซอสที่มุมปากและบนมือให้เด็กชายอย่างอ่อนโยน
หยาหยามองดูพวกเขาด้วยความอิจฉา แม่ก็คือเสด็จแม่สินะ ท่านแม่ของพี่ชายช่างอ่อนโยนยิ่งนัก
เมื่อทั้งสองคนค่อย ๆ เดินห่างออกไป ขาหมูครึ่งหนึ่งที่หล่นอยู่บนพื้นยังคงส่องประกอบมันแวววาว
หยาหยายื่นศีรษะเล็ก ๆ ออกมาจากข้างกล่องเหล็กอย่างระมัดระวัง มองซ้ายมองขวา ขยับตัวไปสองสามก้าว เพิ่งจะยื่นมือออกไปจะหยิบ กระเป๋าหอมตรงหน้าอกก็ร้อนจนนางรู้สึกแสบจี๊ด ความรู้สึกไร้น้ำหนักที่คุ้นเคยพัดโถมเข้ามา ทุกสิ่งตรงหน้าพลันหมุนคว้าง
นางรีบโอบข้าวของในอ้อมกอดแน่นขึ้น กอดไว้ไม่ปล่อย แล้วหลับตาลง
เสียงดังครืน ๆ เสียงร้องขายของอึกทึกครึกโครม และเสียงพูดคุย ค่อย ๆ จางหายไป
สิ่งที่เข้ามาแทนคือเสียงลมหวีดหวิวแห่งหมู่บ้านเหอฮวาอันคุ้นเคย
ในตลาดกลางคืน ตำรวจสองนายในเครื่องแบบตำรวจ ตามหลังกลุ่มผู้มีจิตเมตตาจำนวนหนึ่งรีบรุดมายังข้างถังขยะที่พวกเขาแจ้ง
ว่างเปล่า
“เอ๊ะ? พวกเราเห็นเด็กน้อยที่น่าสงสารมากคนหนึ่งจริง ๆ นะ ผอมจนโหนกแก้มตอบ เสื้อผ้าบางเฉียบและขาดวิ่น เด็กคนนั้นระวังตัวมาก พวกเราเลยรีบแจ้งทางการ... จู่ ๆ คนหายไปได้ยังไง?”
……
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็เห็นประตูไม้วิหารเทพเจ้าภูเขาที่ปรักหักพังและคุ้นเคยอีกครั้ง กระเป๋าหอมตรงหน้าอกเย็นเฉียบ ไม่มีความร้อนหรือแรงสั่นสะเทือนหลงเหลืออยู่อีก ทุกอย่างราวกับจะเป็นเพียงความฝันที่ประหลาดพิสดารชั่วขณะที่เคลิ้มไป
นางล้วงมือเข้าไปในอ้อมกอด รู้สึกได้ถึงความตุงนูนขึ้นมา ไข่พะโล้ครึ่งฟองยังคงแผ่ความร้อนอ่อน ๆ หลงเหลืออยู่ ผลไม้สีแดงก็ยังเหนียวเหนอะเปรอะเปื้อนไปหมด น้ำหวานครึ่งขวดก็ยังอยู่!
ไม่ใช่ความฝัน เป็นเรื่องจริง!
หยาหยาไม่มีเวลาสนใจอาการวิงเวียนศีรษะและขาอ่อนแรง เกือบจะคลานเข่าป่ายปีนวิ่งไปยังกระท่อมดินของยายหลิ่วแบ๊ะทันที เท้าเปล่าเล็ก ๆ ย่ำลงบนทางดินเหลืองที่แข็งเย็น กรวดหินทิ่มตำจนรู้สึกปวดแปลบ แต่นางกลับไม่รู้สึกเลยสักนิด ในใจมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น:
เร็ว เร็วเข้า เอากลับไปให้ท่านยายกินของเค็ม ทำให้ท่านยายดีขึ้น!
ประตูกิ่งไผ่ของกระท่อมดินไม่ได้ปิด ในบ้านมืดสลัว แสงสว่างเล็กน้อยส่องลอดเข้ามาทางรอยแตกของหน้าต่าง ส่องสว่างตำแหน่งแท่นนอนได้อย่างยากเย็น ส่องลงบนใบหน้าซีดเหลืองไร้ซึ่งชีวิตชีวาของยายหลิ่วแบ๊ะ
นางยังคงพิงอยู่กับขอบแท่นนอน ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจรวยริน
หยาหยาถลันเข้าไปที่ข้างแท่นนอน น้ำเสียงเจือสะอื้นไห้ ทว่ากลับแฝงความยินดีที่เร่าร้อน: “ท่านยาย! ท่านยาย! ตื่นเถิด! มีของกิน! เค็ม ๆ ด้วย!”
เปลือกตาของยายหลิ่วแบ๊ะขยับเล็กน้อย หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ฝืนเปิดออกเป็นรอยแคบ ๆ สายตาขุ่นมัวตกลงบนตัวหยาหยา ริมฝีปากขยับเล็กน้อย เปลือกปากแห้งแตกปริออกเป็นรอยเล็ก ๆ มีโลหิตซึมออกมา แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงใด ๆ ได้
หยาหยารีบวางของกินในอ้อมกอดลงบนแท่นดินข้างเตียง ถนอมมือข้างหนึ่งยัดไส้ไข่พะโล้ในอุ้งมือยื่นไปที่ปากของยายหลิ่วแบ๊ะอย่างระมัดระวัง: “ท่านยาย กินเถิด! เค็ม ๆ! ท่านชิมดู กินแล้วจะมีเรี่ยวแรง!”
ยายหลิ่วแบ๊ะได้กลิ่นหอมเนื้อจาง ๆ พร้อมด้วยกลิ่นรสเกลือที่คุ้นเคยและห่างหายไปเนิ่นนาน นั่นคือรสที่ไขกระดูกต่างโหยหา
นางอ้าปากอย่างยากลำบาก หยาหยารีบหยิบไข่พะโล้ที่มีรอยฟันติดอยู่บิเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่งเข้าไป
วินาทีที่รสเค็มละลายอยู่ในปาก ดวงตาของยายหลิ่วแบ๊ะเบิกขึ้นทันที แววตาขุ่นมัวส่องประกายแห่งแสงสว่างวาบหนึ่ง
นางเคี้ยวอย่างช้า ๆ กลิ่นรสเค็มที่ไม่เคยสัมผัสมาเป็นเดือนกว่า ไหลลงไปตามลำคอ แม้แต่สมองที่ร้อนรุ่มเลอะเลือนก็กระช่างโปร่งขึ้นมากกว่าครึ่ง
“เค็ม... เค็มจริง ๆ...” เสียงของยายหลิ่วแบ๊ะแหบแห้งมาก ทุกคำที่เอ่ย ลำคอเหมือนถูกกระดาษทรายขัดถูกจนปวดรวดร้าว แฝงความสั่นสะท้านที่ไม่อาจระงับไว้ได้
หยาหยาเห็นนางกินไปสองคำก็ไม่กินต่อ แล้วจึงยื่นกระปุกน้ำหวานใส่นั้นไปที่ปากของยายหลิ่วแบ๊ะ “ท่านยาย น้ำดื่ม เป็นน้ำหวาน ๆ ใช้ปากดูดตามท่อเล็ก ๆ นี้แล้วจะดื่มได้!”
สายตาของยายหลิ่วแบ๊ะตกลงบนกระปุกใสที่มีรูปร่างประหลาดนั้น ตัวกระปุกแปะด้วยกระดาษสีฉูดฉาด หลอดสีขาวโผล่ออกมาจากด้านบนเล็กน้อย ทำให้รู้สึกแปลกหน้าจนนางนิ่งงันไปชั่วขณะ
นางทำตามคำของหยาหยา เอียงศีรษะเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งแตกจรดลงบนหลอดสีขาวนั่น แล้วดูดเบา ๆ —
รสหวานสดชื่นห่อหุ้มกลิ่นผลไม้จาง ๆ ไหลรินลงลำคอ ชโลมความปวดแสบปวดร้อนที่ไหม้ดั่งเปลวไฟ
นางผ่อนลมหายใจครู่หนึ่ง แล้วดูดอีกสองคำ จึงยกมือขึ้นผลักกระปุกนั่นออกเบา ๆ เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งว่า: “หยาหยากิน... ท่านยายพอแล้ว”
หยาหยากลับส่ายหัวอย่างแรง มือเล็ก ๆ กดมือท่านยายไว้แล้วผลักไปทางปากของนาง ปลายจมูกยังมีรอยดินเปื้อน แต่กลับยิ้มจนตายาวเรียวโค้ง: “ท่านยายดื่มเถิด! ยังมีอีกตั้งมาก! หยาหยากินไปแล้ว หวานดี ดื่มแล้วรู้สึกสบายตัว!”
นางพูดพลางก็คว้าผลไม้สีแดงครึ่งพวงขึ้นมาจากแท่นดิน “นี่ก็หวาน ท่านยายกินเถิด กินแล้วจะมีแรงลุกนั่ง!”
ยายหลิ่วแบ๊ะมองน้ำตาลเชื่อมเสียบไม้อีกครึ่งไม้ในมือเด็กน้อย แล้วเหลือบมองเท้าเล็ก ๆ ที่เปลือยเปล่าและเสียดสีจนแดงก่ำมีจุดแดงเล็ก ๆ ในตาขุ่นมัวค่อย ๆ เอ่อคลอด้วยความชื้น ยกมือขึ้นลูบศีรษะของหยาหยาอย่างแผ่วเบา
ปลายนิ้วสัมผัสถูกเส้นผมที่แห้งเหี่ยวเหลืองพันกันยุ่งเหยิง ในใจพลันเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกบีบรัด
“ของพวกนี้ หนูไปเอามาจากไหน?”
หยาหยาเลียเปลือกน้ำตาลมันแวววาวด้านนอกของผลไม้สีแดงพลางเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ด้วยความพร่ำเพรื่อ ตั้งแต่กระเป๋าหอมตรงหน้าอกร้อนจัด กระทั่งฟ้าดินหมุนวนไปอยู่ในสถานที่คึกคัก ที่นั่นมีประทีปสีสันเจิดจ้ายิ่งกว่าตะวัน มีสัตว์ประหลาดเหล็กที่ส่งเสียงดังครืน ๆ และมีของกินอีกมากมาย
นางพูดพลางก็ดึงกระเป๋าหอมตรงหน้าอกให้ยายหลิ่วแบ๊ะดู กระเป๋าหอมเล็ก ๆ สีหม่นหมองที่ปักดอกไม้คดเคี้ยว มองอย่างไรก็ดูธรรมดาสามัญ
“ท่านยายดูนี่สิ ก็เจ้าสิ่งนี้แหละที่พาหยาหยาไป มันร้อน ๆ หมุนติ้ว ๆ แล้วก็ถึงเลย!”
สายตาของยายหลิ่วแบ๊ะจับจ้องอยู่ที่กระเป๋าหอมนั้น นั่นเป็นกระเป๋าหอมที่ท่านแม่ของหยาหยาเย็บให้เด็กน้อย
เป็นท่านแม่ของหยาหยาที่คอยปกปักรักษาหยาหยาอยู่บนฟ้าหรือไม่?
นางแหงนมองเพดานหลังคา ในใจทั้งตกตะลึงและประหลาดใจ แต่สิ่งที่มากกว่าคือความหวาดกลัวภายหลัง
นางดึงหยาหยาเข้ามาในอ้อมกอด มือเหี่ยวแห้งทั้งสองข้างกอดรัดร่างน้อย ๆ ของนางไว้แน่น: “หนูน้อยโง่งมของข้า ไปยังสถานที่แปลกถิ่นนั้นเพียงลำพังผู้เดียว ไม่กลัวหรือ?”
หยาหยาซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของยายหลิ่วแบ๊ะ ได้กลิ่นอายดินและต้นไม้อันคุ้นเคยบนตัวนาง ส่ายหัวเล็กน้อย มือเล็ก ๆ เกาะเกี่ยวเสื้อผ้าของนาง: “ก็กลัวเพียงนิด แต่นิดเดียวจริง ๆ หยาหยาอยากหาของเค็มให้ท่านยาย ท่านยายกินแล้วก็จะดีขึ้น!”
ยายหลิ่วแบ๊ะกอดร่างเล็ก ๆ ที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูกในอ้อมกอด ในลำคอทั้งเปรี้ยวและอึดอัด ในที่สุดน้ำตาก็หลั่งรินไม่อาจทนไหว ไหลรินลงมาตามใบหน้าซีดเหลือง หยดลงบนศีรษะของหยาหยา อุ่นอุ่น