เสียงอันคุ้นเคยของคนพาลดังขึ้น ฉินเฟิงก็รู้ทันทีว่าคนที่ปีนกำแพงเข้ามาในจุดพักของปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทเป็นใคร
หวังซาน คนพาลชื่อดังประจำหมู่บ้าน
วัน ๆ เอาแต่กินกับนอน ไม่ขโมยไก่ก็ฉกสุนัข กลางคืนปีนกำแพงบ้านหญิงม่ายก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่บ่อย ๆ
หัวหน้าหมู่บ้านอบรมไปหลายครั้ง เขาถึงได้สำรวมขึ้นมาบ้าง
เดิมทีฉินเฟิงยังคิดว่าในที่สุดหมาก็เลิกกินขี้เสียที แต่ดูตอนนี้แล้ว ที่แท้ก็เล็งปัญญาชนที่ลงชนบทมาใหม่ไว้นี่เอง
“ไสหัวออกไป!”
เสียงหวานตวาดยังคงดังต่อเนื่อง “ถ้ายังไม่ไป ฉันจะไปบอกหัวหน้าฉิน!”
“หัวหน้าฉินเหรอ?”
แววหวาดกลัววาบผ่านดวงตาของหวังซาน ก่อนจะกลับมาทำท่าทางยียวนตามเดิม
“หลินหว่านฉิง เธอจะวางท่าใสสะอาดไปทำไม ถ้ากล้าบอกหัวหน้าฉิน ฉันก็จะบอกว่าเธอเป็นฝ่ายยั่วฉันเอง แล้วคอยดูว่าใครกันแน่ที่จะขายหน้า!”
สีหน้าของหลินหว่านฉิงเปลี่ยนไป แววขุ่นเคืองวาบผ่านดวงตาที่ถูกบดบังด้วยแว่นกรอบดำหนาเตอะ
ในเวลานี้ ถ้าเรื่องเป็นอย่างที่หวังซานพูดจริง ไม่ว่าหัวหน้าฉินจะเชื่อหรือไม่ ชื่อเสียงของเธอก็ป่นปี้ไปแล้ว
ปัญญาชนสาวหลายคนถูกเสียงของทั้งคู่ดึงดูดให้เข้ามา ต่างสบตากัน ก่อนหญิงสาวคนหนึ่งจะก้าวออกมา เธอถักเปียยาวสองข้างและติดกิ๊บรูปผีเสื้อไว้บนศีรษะ
“สหายหลิน ไม่นึกเลยว่าหวังซานจะถูกใจเธอ ถึงกับยอมปีนกำแพงเข้ามาหาเธอเลยนะ เธอก็ตอบตกลงไปสิ”
หลินหว่านฉิงหรี่ตามองเฉินอี๋ที่เป็นคนพูด
“กระเต็มหน้า แถมยังใส่แว่นดำหนาเตอะอย่างเธอ มีแต่คนบ้านนอกไม่เคยเห็นโลกเท่านั้นแหละที่จะชอบ ยังจะเลือกมากอะไรอีก”
ได้ยินคำพูดเยาะเย้ยของเฉินอี๋ สีหน้าหลินหว่านฉิงก็พลันหม่นลง
“พูดจบหรือยัง?”
หลินหว่านฉิงยิ้มบาง ๆ ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเยียบ “ถ้าพูดจบแล้วก็หุบปากซะ ฉันเหม็น!”
“ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าเธอมีสิทธิ์อะไรมาชี้นิ้วสั่งสอนเรื่องของฉัน ยื่นมือมายุ่งเรื่องคนอื่นเสียยาวเหยียด ถ้าไม่อยากเก็บนิ้วไว้ก็หักมันทิ้งไปเลย”
เฉินอี๋เบิกตาจ้องหลินหว่านฉิงอย่างเดือดดาล
“เธอ... เธอพูดบ้าอะไร ฉันก็ทำไปเพราะหวังดีกับเธอ คนอย่างเธอมีผู้ชายชอบก็ควรพอใจแล้ว ยังไม่รู้จักสำนึกอีกเหรอ?”
“อีกอย่าง คนหนึ่งก็อัปลักษณ์ อีกคนก็เป็นคนพาล พวกเธอสองคนเหมาะกันราวกับกิ่งทองใบหยก ยังจะเลือกมากอีก คนอย่างเธอยังคิดว่าฉินเฟิงจะชอบหรือไง?”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
เขาแค่ได้ยินเสียงเลยมายืนอยู่ข้าง ๆ ยังไม่ได้พูดสักคำ เรื่องกลับโยงมาถึงเขาได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขายังไม่ได้หย่า หากข่าวลือระหว่างเขากับปัญญาชนสาวแพร่ออกไปจริง ๆ
ผู้ชายอย่างเขาจะไม่สนใจก็ได้
แต่ปัญญาชนสาวที่เต็มไปด้วยกระคนนี้ ต่อไปจะเงยหน้าสู้คนได้อย่างไร?
เพียะ!
เสียงตบดังสนั่นขึ้น
เฉินอี๋กำลังพูดอย่างได้ใจ ไม่คิดเลยว่าหลินหว่านฉิงจะกล้าลงมือตบเธอ
เธอยกมือกุมแก้ม มองหลินหว่านฉิงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เธอ... เธอ... ยัยขี้เหร่ กล้าตบฉันเหรอ ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้าน!”
“จะกล้าหรือไม่ ฉันก็ตบไปแล้ว” หลินหว่านฉิงตบซ้ำอีกฉาดอย่างไม่เกรงใจ “ในเมื่อเธอคิดจะไปฟ้อง ถ้าฉันไม่ตบให้คุ้มก็คงขาดทุนแย่สิ”
ฉินเฟิงมองหลินหว่านฉิงที่ลงมือฉับไว ไม่ลังเลแม้แต่น้อย แล้วลอบพยักหน้า
เก่งจริง ใจเด็ดจริง
นิสัยแบบนี้ ในสภาพแวดล้อมตอนนี้ก็คงไม่ถูกใครรังแกง่าย ๆ
“อ๊า! นังสารเลว ฉันจะสู้กับแกให้ตายไปข้าง!”
“หลบไป!” ฉินเฟิงตวาดเสียงต่ำ พลางสาวเท้าพุ่งไปทางหลินหว่านฉิง
ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นว่าหลินหว่านฉิงไม่เพียงไม่หลบ แต่กลับเงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มหยัน
เธอยกเท้าหันไปทางเฉินอี๋ แล้วเตะเข้าเต็มแรง
อ๊า...
เฉินอี๋ทันได้ร้องโหยหวนออกมา ก่อนร่างจะกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
หลินหว่านฉิงหัวเราะเย็นชา คิดว่าตัวเองชนะขาดแล้ว
แต่ในตอนนั้นเอง หวังซานก็พลันฮึดขึ้นมา พุ่งเข้าใส่หลินหว่านฉิง
“หลินหว่านฉิง ยัยเด็กนี่ ฉันถูกใจเธอก็นับเป็นบุญของเธอแล้ว วันนี้ฉันจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงของฉัน!”
แค่ทำเรื่องให้เสร็จจนแก้ไขอะไรไม่ได้ ต่อให้ฉินเฟิงเห็นแล้วจะทำอะไรได้?
ผู้หญิงน่ะนะ
ตอนนี้ทำเป็นไว้ตัวแค่ไหน พอโดนเขานอนด้วยแล้ว สุดท้ายก็ต้องเชื่อฟังเขาแต่โดยดี คลอดลูกให้เขาอย่างว่าง่ายอยู่ดี
ต่อให้ฉินเฟิงอยากออกหน้าแทนเธอ ก็ต้องดูด้วยว่าหลินหว่านฉิงยอมไหม
หวังซานลงมือกะทันหัน เกินความคาดหมายของทุกคนไปมาก
เขาจึงคว้าตัวหลินหว่านฉิงไว้ได้จริง ๆ
“เธอ... ปล่อยฉันนะ”
ถึงหลินหว่านฉิงจะใจกล้าแค่ไหน แต่ตอนนี้เมื่อถูกผู้ชายกอดไว้ ก็เหลือเพียงความหวาดกลัว
ดวงตาแดงเรื่อขึ้นมา เธอดิ้นรนสุดแรง
แต่เรี่ยวแรงระหว่างชายหญิงต่างกันมาก เธอเห็นมือสกปรกของหวังซานไล้จากเอวขึ้นมาทีละน้อย
ใกล้จะลูบมาถึงหน้าอกแล้ว
“ช่วยฉันด้วย ขอร้องล่ะ ช่วยฉันที...”
ในเวลานี้ หลินหว่านฉิงทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือจากฉินเฟิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เธอเคยเจอเขาอยู่สองสามครั้ง แม้ไม่เคยพูดคุยกันมากนัก แต่รู้ว่าเขาเป็นลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน ถึงหน้าตาจะดูดุ แต่เป็นคนดีแน่นอน
“ฉินเฟิง อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่นดีกว่า!” หวังซานโอบเอวหลินหว่านฉิงไว้ แล้วก้มลงดมตรงลำคอของเธออย่างน่าขยะแขยง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขสม
“เราก็คนหมู่บ้านเดียวกัน นายคงไม่ถึงกับมีเรื่องกับฉันเพราะคนนอกหรอกมั้ง?”
“ปล่อยเธอ” ฉินเฟิงไม่แม้แต่จะมองหวังซาน สายตาสงบนิ่งจับอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยกระของหลินหว่านฉิง “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ”
คิ้วที่ขมวดแน่นทำให้ใบหน้าซึ่งดูดุดันอยู่แล้วน่ากลัวขึ้นไปอีก
หวังซานอดตัวสั่นไม่ได้
แต่คนที่เขาหมายตาไว้นานอยู่ในอ้อมแขนแล้ว หากปล่อยมือไปแบบนี้ โอกาสจะได้เจอจังหวะดี ๆ แบบนี้อีกคงหาไม่ได้ง่าย ๆ
ถึงในใจจะกลัวฉินเฟิงมาก แต่สีหน้าก็ยังแสดงท่าทางดื้อดึง
“ฉินเฟิง ต่อให้นายเป็นลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน ก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับความรักอิสระของพวกเรา!”
“รักอิสระเหรอ?” ฉินเฟิงขมวดคิ้วหันไปมองหลินหว่านฉิง
หลินหว่านฉิงกัดริมฝีปาก มองฉินเฟิงอย่างน้อยใจ “ฉัน... ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับเขา เราไม่เกี่ยวข้องกันเลย”
ฉินเฟิงพยักหน้า ไม่คิดเสียเวลากับหวังซานอีก
เขายื่นมือใหญ่ไปบีบไหล่ของหวังซานอย่างแรง
ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้หวังซานจำต้องปล่อยมือ
หลินหว่านฉิงฉวยโอกาสหลบไปอยู่ด้านหลังฉินเฟิง แล้วรีบอธิบาย “สหายฉิน ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย เขาแค่อยากรังแกฉัน”
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาคุกคามฉัน ขอให้สหายฉินช่วยฉันด้วย”
คำอธิบายที่เจือเสียงสะอื้นทำให้ใจฉินเฟิงไหววูบ
“ไม่ต้องกลัว มีฉันอยู่ เขาทำอะไรเธอไม่ได้” เสียงห้าวเอ่ยอย่างสงบ “ลุกขึ้น แล้วไปที่หมู่บ้านกับฉัน ให้หัวหน้าจัดการ”
สีหน้าหวังซานเปลี่ยนไป
ต่อหน้าฉินเฟิง เขายังพอขัดขืนได้ แต่ถ้าถูกส่งไปที่กองการผลิตจริง ๆ เผลอ ๆ เขาอาจถูกส่งไปอบรมอีกครึ่งเดือน
“ฉินเฟิง นายทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ ฉัน... ครั้งนี้ทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้เจอกันก็แล้วกัน แล้วฉันจะบอกความลับอย่างหนึ่งกับนาย...”
