“อาชิง กำลังยุ่งอยู่หรือ?” ชูเทียนชื่อเดินไปหาชูเสี่ยวชิง หัวหน้าหน่วย แล้วทักทายด้วยรอยยิ้ม
ชูเสี่ยวชิงที่กำลังยุ่งเงยหน้ามองเขา ก่อนจะยิ้มตอบเช่นกัน
“เทียนชื่อมาแล้วหรือ? นึกว่าเจ้าจะออกไปเถลไถลที่ไหนอีกเสียแล้ว
ในเมื่อมาแล้ว ก็ไปหยิบเครื่องมือสักชุดแล้วลงไปขุดทางน้ำข้างล่างเถอะ”
ชูเทียนชื่อหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า “อาชิง ข้าไม่ได้มาทำงานหรอก”
ให้ไปทำงานน่ะไม่มีทางหรอก ชาตินี้ก็ไม่มีทาง
แต้มงานที่ได้จากการทำงานมีอยู่แค่นิดเดียว อาหารที่เบิกได้ตลอดทั้งปีก็ไม่พอให้เขากินด้วยซ้ำ
ยิ่งตอนนี้อาหารขาดแคลน แต้มงานก็แลกอาหารมาได้ไม่มาก
“ไม่ทำงาน? ถ้าไม่ทำงานแล้วอยากทำอะไร?” ชูเสี่ยวชิงขมวดคิ้วแล้วดุเขา
“เทียนชื่อ ไม่ใช่ว่าอาจะว่าเจ้านะ
ก่อนหน้านี้ตอนพ่อแม่เจ้ายังอยู่ พวกเขาต้องเลี้ยงพี่น้องทั้งหกคน
ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ สุดท้ายยังอดตายได้
ตอนนี้ถ้าเจ้าไม่ทำงาน คิดจะอดตายเหมือนพ่อแม่หรือไง?
หรืออยากเป็นภาระของพี่ใหญ่กับพี่รอง?”
ช่างเถอะ ข้าอดตายมาแล้วรอบหนึ่ง
พ่อแม่ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ยังอดตายกันไปตั้งสามคน ถ้าให้ข้าทำงาน ข้าคงตายเร็วกว่าเดิมอีกไม่ใช่หรือ?
ชูเทียนชื่อกลอกตาแล้วบ่นในใจ
เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “อาชิง ข้าเข้าใจที่ท่านพูดหมดแล้ว”
“แต่ข้ามีความคิดของตัวเอง วันนี้ที่มาก็เพราะอยากขอยืมพลั่วสักอัน”
“ยืมพลั่วไปทำอะไร?” ชูเสี่ยวชิงสีหน้าเคร่งขรึมแล้วถาม
ชูเทียนชื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ข้าอยากขึ้นเขาไปจับกระต่ายสักสองตัว เอามาบำรุงร่างกายน้องชายกับน้องสาว”
ขึ้นเขาหรือ?
“ไม่ให้ยืม อย่าแม้แต่จะคิด!” พอรู้จุดประสงค์ของชูเทียนชื่อ ชูเสี่ยวชิงก็ปฏิเสธทันที
“พลั่วก็ไม่ให้ยืม เขาก็ห้ามไปด้วย
ที่นั่นอันตรายแค่ไหน ถ้าเจอหมูป่าหรืองูพิษจะทำอย่างไร?”
เฮอะ...
“ไม่ให้ยืมก็ช่าง!” ชูเทียนชื่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันหลังเดินจากไป
ถ้าของใช้ที่ทำจากเหล็กในบ้านไม่ได้ถูกส่งมอบไปหมด เขาคงไม่มาหาชูเสี่ยวชิงหรอก
ตั้งแต่หน่วยเริ่มกินข้าวหม้อใหญ่ ทุกบ้านก็ส่งมอบเครื่องครัวกับเครื่องมือทำไร่ทำนาไปหมดแล้ว
ที่จริงเป็นเพราะประเทศต้องการเหล็กจำนวนมากไปถลุงเป็นเหล็กกล้า จึงจำเป็นต้องเก็บเครื่องใช้เหล็กจากบ้านชาวบ้าน
แม้แต่จอบกับพลั่วที่ใช้ทำงานในนา ก็เป็นของที่หน่วยแจกจ่ายให้ ไม่มีเหลือเพิ่มอีกสักชุด
เห็นท่าทีของชูเทียนชื่อแล้ว ชูเสี่ยวชิงก็ทั้งโมโหทั้งขำ
แต่เขาไม่ได้ถือสาอะไร เพียงตะโกนกำชับเสียงดังว่า “เทียนชื่อ ห้ามขึ้นเขา เข้าใจไหม?”
เห็นอีกฝ่ายแค่โบกมือ ชูเสี่ยวชิงก็อดถอนหายใจไม่ได้
ไม่รู้ว่าครอบครัวนี้ไปทำบาปอะไรมา ถึงได้มีคนขี้เกียจเอาแต่กินนอนอย่างเจ้านี่
ก่อนหน้านี้ก็ไม่ทำอะไรสักอย่าง นั่งรอวันตายอยู่เฉย ๆ ตอนนี้ยังริอ่านฝันเฟื่อง ไม่รู้จักดูความเป็นจริงอีก
………
“เทียนชื่อ ทำไมกลับมามือเปล่าล่ะ?”
ทางนี้ ชูเซียงเหลียนเห็นว่ามือชูเทียนชื่อไม่มีอะไรติดมาเลย ก็อดสงสัยไม่ได้
ไม่ใช่ว่าไปหาหัวหน้าหน่วยเพื่อขอเครื่องมือมาทำงานหรือ แล้วทำไมถึงกลับมามือเปล่า?
“ข้าไปขอพลั่วจากอาชิง แต่เขาไม่ให้” ชูเทียนชื่อลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดส่งเดช
ไม่ให้หรือ?
เป็นไปไม่ได้หรอก!
ชูเซียงเหลียนกับชูเทียนโย่วต่างขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผล
ชูเทียนชื่อจะมาทำงานทั้งที หัวหน้าหน่วยจะไม่ให้เครื่องมือได้อย่างไร!
“เอานี่ไปใช้ก่อน เดี๋ยวข้าไปหาอาชิงเอง”
ชูเทียนโย่วส่งเครื่องมือทำไร่ของตนให้ แล้วทำท่าจะไปหาชูเสี่ยวชิงทันที
เขาไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน หรือหัวหน้าหน่วยรังแกครอบครัวพวกเขา?
ชูเทียนชื่อจะปล่อยให้เขาไปจริง ๆ ได้อย่างไร รีบยื่นมือคว้าตัวไว้แล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ ช่างเถอะ!”
“พวกพี่ทำงานของพวกพี่ไปเถอะ เดี๋ยวข้าไปตักน้ำมาให้เพิ่ม”
พูดไปพูดมา เขาก็ก้มลงไปหยิบกาน้ำชา
แต่ในตอนนั้นเอง ชูเซียงเหลียนก็ยื่นมือมาดึงเขาไว้...
ชูเทียนชื่อชะงักไปอย่างงุนงง ก่อนเงยหน้ามองพี่รอง “มีอะไรหรือ?”
ชูเซียงเหลียนเหลียวมองคนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าใส่น้ำตาลลงในน้ำหรือเปล่า?”
“เปล่านี่!” ชูเทียนชื่อส่ายหน้า สีหน้าจริงจัง
ไม่ได้ใส่หรือ?
ชูเซียงเหลียนทำหน้าแปลกใจ เมื่อครู่ที่ดื่มเข้าไป รู้สึกว่าน้ำนั้นหวานมาก!
ไม่ใช่แค่หวานเท่านั้น หลังดื่มแล้วไม่นานก็รู้สึกว่าทั้งร่างเต็มไปด้วยเรี่ยวแรง...
ทำงานได้เร็วขึ้นมากด้วย เพียงแต่หิวเร็วกว่าเดิมเช่นกัน
“พี่รองคิดมากไปแล้ว บ้านเรายังแทบไม่มีข้าวกิน จะเอาน้ำตาลมาจากไหน?”
ชูเซียงเหลียนยังคงสงสัย แต่พอคิดดูอีกทีก็เห็นว่าสมเหตุสมผลอยู่ บางทีเธออาจไม่ได้กินน้ำตาลมานานจนคิดไปเองก็ได้?
เมื่อครู่นี้เธอเกือบคิดว่าเป็นน้ำวิเศษเสียแล้ว คงเป็นแค่ภาพลวงตาของตัวเอง
ชูเซียงเหลียนส่ายหน้า ปัดความคิดเพ้อฝันนั้นทิ้ง แล้วก้มหน้าทำงานต่อ
ชูเทียนชื่อมองพี่รองที่ทำหน้างุนงงแล้วหัวเราะ “เอาละ พี่รอง อย่าคิดมากเลย”
“ข้ากลับบ้านก่อนนะ ไม่อยู่เป็นเพื่อนพวกพี่แล้ว...”
“กลับไปทำไม ไม่ทำงานแล้วหรือ?” ชูเทียนโย่วเบิกตากว้างแล้วถามด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ
“ไม่มีเครื่องมือแล้วจะทำบ้าอะไรได้?” ชูเทียนชื่อยักไหล่ หิ้วกาน้ำชาแล้วหันหลังจากไป
“งั้นข้า...” เดิมทีชูเทียนโย่วก็อยากพูดว่าไม่ทำแล้วเหมือนกัน แต่พอนึกถึงน้องชายกับน้องสาว เขาก็ยังกำเครื่องมือในมือแน่น
ชูเซียงเหลียนที่อยู่ข้าง ๆ พูดว่า “พี่ใหญ่ ช่างเขาเถอะ
ข้ารู้สึกว่าเทียนชื่อเปลี่ยนไป แต่ก็อธิบายไม่ถูกว่าตรงไหน”
“จริงหรือ?” ชูเทียนโย่วชะงักไป แล้วถามอย่างสงสัย
ส่วนชูเซียงเหลียนยังคงมองแผ่นหลังของชูเทียนชื่อกับกาน้ำชาในมือเขา พลางครุ่นคิดอยู่นาน
เทียนชื่อ เหตุใดจู่ ๆ นิสัยเจ้าถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้?
แล้วความรู้สึกเมื่อครู่ ข้าคิดไปเองจริง ๆ หรือ?
…………
ระหว่างทางกลับบ้าน ชูเทียนชื่อรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
แค่ดื่มน้ำไปอึกเดียว พี่รองก็เริ่มสงสัยแล้วหรือ?
ยังดีที่อีกฝ่ายแค่สงสัยว่าเขาใส่น้ำตาลลงไปในน้ำเท่านั้น
แต่ต่อไปก็ต้องระวังหน่อย อย่างน้อยก่อนจะมีงานทำ ก็อย่าเพิ่งทำตัวเด่นเกินไป
คำพูดของพี่รองเมื่อครู่ทำเอาหัวใจเขาแทบขึ้นมาจุกคอ
ถ้าความลับเปิดเผย เขาคงถูกจับไปที่สถานีเพื่อให้ตรวจสอบเป็นแน่!
ต่อไปแค่เจือจางน้ำจากน้ำพุวิญญาณสักหน่อย ก็น่าจะช่วยให้พี่น้องมีสุขภาพดีขึ้นได้แล้ว
พอกลับถึงบ้าน เขาก็รีบร้อนออกไปหาเครื่องมือที่พอจะใช้ได้
แถวกองงานตำบลมีป่าเขาอยู่ และในป่าลึกก็มีสัตว์ตัวใหญ่ไม่น้อย...
ชาวบ้านหลายคนหิวจนไม่มีทางเลือก จึงเดินเข้าไปหาอาหารในป่าลึก
สุดท้ายไม่เจออาหาร กลับกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าเสียเอง...
หลังจากมีคนตายติด ๆ กันหลายคน ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าลึกอีก
ไม่รู้ว่าพอเกิดภัยแล้งแล้ว สัตว์ป่าเหล่านั้นจะเหลืออยู่สักเท่าไร
ชูเทียนชื่อตั้งใจจะลองเสี่ยงโชค เผื่อจะหาอะไรไปเพิ่มกับข้าวให้ครอบครัวได้
“เจอแล้ว!”
ชูเทียนชื่อค้นหาอยู่นาน สุดท้ายก็เจอขวานเล็กขึ้นสนิมเล่มหนึ่งในห้องเก็บฟืน!
เขาหยิบขวานขึ้นมาชั่งน้ำหนักดู น้ำหนักเบาไปหน่อยจริง ๆ แต่ใช้ได้ก็พอแล้ว
ขณะที่กำลังจะออกจากบ้าน หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
“น้อง...น้องสาม?”
ชูเทียนชื่อตาเป็นประกาย หัวเราะแล้วถามว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ มาทำอะไรหรือ?”
