ชื่อเสียงของสองสามีภรรยาชูฟู่กุ้ยในหมู่บ้านดีมาโดยตลอด ครั้นจากไปจึงมีชาวบ้านส่วนใหญ่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ช่างไม้ในหมู่บ้านทำโลงศพให้พวกเขาสองใบโดยไม่คิดเงินสักแดง ใช้เพียงไม้กระดานธรรมดาเท่านั้น
ต้นไม้ดี ๆ แถบชายเขาแทบแห้งตายกันหมดแล้ว แค่หาไม้ทำโลงศพได้ก็นับว่าไม่เลว
ชูเทียนชื่อพาน้อง ๆ คุกเข่าคำนับช่างไม้หนึ่งครั้ง เพื่อขอบคุณที่ทำโลงศพให้พ่อแม่
จากนั้นพี่น้องทั้งหกก็ใช้น้ำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเช็ดตัวให้พ่อแม่
เพราะผ้าขาดแคลน จึงไม่มีเสื้อผ้าให้ทั้งสองเปลี่ยน
หัวหน้าคณะฝ่ายผลิตไม่รู้ไปหาผ้าป่านมาจากไหนหลายชุด มอบให้ชูเทียนโย่วกับคนอื่น ๆ แล้วทำดอกไม้จากไม้ไผ่ขึ้นมาแจกชาวบ้านที่มาร่วมไว้อาลัย
ด้วยข้อจำกัดเรื่องเสบียงและเวลา จึงไม่มีวงดนตรี ไม่มีงานเลี้ยง
มีเพียงชูเทียนชื่อทั้งหกที่สวมชุดไว้ทุกข์ ส่วนคนของกองใหญ่แปดคนหามโลงศพ นำขบวนชาวบ้านหลายสิบคนที่ถือดอกไม้ไม้ไผ่ขึ้นไปบนเขา
ชูฟู่กุ้ยกับภรรยาเสียชีวิตเมื่อคืนก่อน พอบ่ายวันถัดมาก็ถูกหามไปฝังในหลุมที่เพิ่งขุดขึ้นชั่วคราว
ไม่มีการเฝ้าศพ ไม่มีดนตรีงานศพ พิธีฝังศพดำเนินไปอย่างเรียบง่าย
หากคนในคณะไม่ได้ช่วย พี่น้องทั้งหกคงทำได้แค่ม้วนเสื่อห่อศพพ่อแม่แล้วฝังดิน
“พ่อ แม่ ทำไมถึงใจร้ายกับพวกเรานัก ฮือ ๆ…”
“พ่อ แม่ อย่าทิ้งพวกเราไปเลย ฮือ ๆ…”
เมื่อเห็นดินกลบโลงศพทั้งสองใบ ชูเซียงเหลียนก็เป็นผู้นำร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา
ชาวบ้านเห็นพี่น้องทั้งห้าร้องไห้แทบขาดใจ ต่างก็รู้สึกสงสาร
ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยกับเพื่อนบ้านข้างกายว่า “ฟู่กุ้ยกับภรรยาจากไปแบบนี้ แล้วเด็กทั้งหกคนจะทำอย่างไรกันต่อ?”
“นั่นสิ เทียนโย่วกับเซียงเหลียนยังพอว่า
ถ้าเทียนชื่อเลิกนิสัยขี้เกียจเหลวไหลได้ ก็ยังพอออกไปทำงานแลกคะแนนแรงงานได้บ้าง
แต่เทียนเช่อกับเด็กผู้หญิงอีกสองคนน่าสงสารจริง ๆ คงเลี้ยงให้รอดได้ยาก…”
“เจ้าชูเทียนชื่อน่ะหรือ นิสัยขี้เกียจเหลวไหลไม่มีทางแก้ได้หรอก
ดูสิ พอฟู่กุ้ยกับภรรยาตาย เทียนโย่วกับคนอื่นร้องไห้กันน่าเวทนาแค่ไหน
แล้วดูเจ้าหมอนั่นสิ น้ำตาสักหยดก็ไม่ไหล ราวกับคนที่ตายไม่ใช่พ่อแม่ตัวเองอย่างนั้นแหละ”
พอได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านทุกคนก็หันไปมองชูเทียนชื่อที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
ไม่ร้องไห้ไม่โวยวายก็แล้วไป แม้แต่ขอบตายังไม่แดงสักนิด
เมื่อเทียบกับพี่น้องที่ฟุบอยู่บนเนินดินร้องไห้คร่ำครวญแล้ว ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
ความจริงชูเทียนชื่อก็รู้ว่าการไม่ทำอะไรเลยในตอนนี้ดูไม่เข้ากับบรรยากาศนัก
แต่เขาร้องไห้ไม่ออกจริง ๆ เพราะในหัวมีเพียงความทรงจำก้อนเล็ก ๆ เท่านั้น
ถ้าฝืนร้องไห้ให้เข้ากับสถานการณ์ เขากลัวว่าจะเผลอหัวเราะพรืดจนมีฟองน้ำมูกพุ่งออกมาเสียมากกว่า
เพราะอย่างนั้น การเงียบไว้จึงเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด
…………
ฟ้าค่อย ๆ มืดลง ริมหลุมศพเหลือเพียงชูเทียนชื่อทั้งหกคน
“พี่ กลับบ้านกันเถอะ” ชูเทียนชื่อเดินเข้าไปดึงชูเซียงเหลียนเบา ๆ พลางพูดเสียงแผ่ว
ชูเซียงเหลียนร้องไห้จนเหนื่อย น้ำตาแห้งเหือดไปหมดแล้ว
เธอหันกลับมามองชูเทียนชื่อ อาศัยแรงพยุงตัวลุกขึ้น แต่เกือบล้มลงไปอีกครั้ง
เดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว พอเสียใจเกินไปแถมยังวุ่นวายมาตลอดหลายชั่วโมง จึงยืนได้ไม่มั่นคงเลย
โชคดีที่ชูเทียนชื่อไหวตัวทัน จึงช่วยไม่ให้เธอล้มคะมำลงบนหลุมศพ
เมื่อยืนได้มั่นคงแล้ว ชูเซียงเหลียนก็หันไปหาชูเทียนโย่ว “พี่ กลับบ้านกันเถอะ
ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันแล้ว เทียนเช่อกับสุ่ยหลานคงทนไม่ไหว”
ชูเทียนโย่วขยับตัวเล็กน้อย ก่อนหันไปมองน้อง ๆ ที่หมดแรงฟุบอยู่บนพื้น
“พ่อ แม่ ข้าจะดูแลน้อง ๆ ให้ดี…” เขายื่นมือไปลูบป้ายหลุมศพไม้ ลุกขึ้นยืนโงนเงนอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะทรงตัวได้
เมื่อยืนมั่นคงแล้ว เขาก็เดินเข้าไปอุ้มชูสุ่ยหลานที่อายุเพียง 8 ขวบขึ้นมา
จากนั้นหันไปหาชูเซียงเหลียน เอ่ยเสียงสะอื้นว่า “ช่วยพยุงเทียนเช่อกับสุ่ยเหลียนที พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
พูดจบ เขาก็อุ้มชูสุ่ยหลานเดินนำออกไป
ชูเทียนชื่อมองชูเซียงเหลียนแล้วพูดเบา ๆ ว่า “พี่ ช่วยพยุงสุ่ยเหลียนนะ?”
ชูสุ่ยเหลียนอายุ 14 ปี มีชูเซียงเหลียนช่วยประคองจึงพอจะลุกขึ้นยืนได้
“เทียนชื่อ เจ้าเดินช้า ๆ ไปกับเทียนเช่อล่ะ”
ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้ว สองพี่น้องชูเซียงเหลียนก็เดินช้า ๆ กลับบ้าน
ชูเทียนชื่อมองชูเทียนเช่อที่หมดเรี่ยวแรง ก่อนเดินเข้าไปหา “เทียนเช่อ กลับบ้านไปกินเนื้อกัน”
หือ?
ชูเทียนเช่อชะงัก ก่อนรีบลุกพรวดจากพื้น
“พี่สาม ที่บ้านมีเนื้อหรือ?”
หึ
ชูเทียนชื่อหัวเราะเบา ๆ ใช้มือข้างหนึ่งสอดใต้รักแร้ช่วยพยุงอีกฝ่าย “กลับถึงบ้านเดี๋ยวก็รู้เอง”
…………
เมื่อกลับถึงบ้าน ชูเทียนชื่อพบว่าผู้ใหญ่บ้านชูต้าเฉียงยังอยู่ในบ้าน
บนโต๊ะแปดเซียนที่มุมหนึ่งบิ่นไป มีผักป่ากับหมั่นโถวข้าวโพดวางอยู่หลายชิ้น รวมถึงมันเทศอีกสองสามหัว
“เทียนโย่ว พวกเจ้านั่งลงเถอะ”
ชูเทียนชื่อทั้งหกนั่งลงพร้อมกัน แล้วมองชูต้าเฉียง
เขาบอกว่า “อย่ามองข้าเลย กินอะไรรองท้องก่อน”
ทุกคนไม่พูดอะไร และไม่มีใครยื่นมือไปหยิบของกิน
พวกเขารู้ว่านี่ไม่ใช่ของที่บ้านตัวเองมี ไม่อย่างนั้นพ่อแม่คงไม่อดตาย
“ผู้ใหญ่บ้าน ข้ารู้ว่าของพวกนี้ชาวบ้านช่วยกันรวบรวมมา
โปรดวางใจ หากวันหน้าพวกเราตั้งตัวได้ จะตอบแทนทุกคนแน่นอน”
ชูเทียนชื่อพูดกับผู้ใหญ่บ้านสองสามคำ ก่อนแบ่งของบนโต๊ะออกเป็นหกส่วน
เขาหิวจนทนไม่ไหว และรู้ว่าน้อง ๆ ก็หิวมากเหมือนกัน จึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจ
พอแบ่งอาหารเสร็จ เขาก็ลงมือกินอย่างตะกละตะกลาม
พอเห็นท่าทางของเขา น้อง ๆ ก็เริ่มกินตามอย่างหิวโหย
ชูเทียนโย่วเหลือบมองชูเทียนชื่อ ก่อนหันไปพูดกับชูต้าเฉียงด้วยสีหน้าซื่อ ๆ ว่า “ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราจะใช้คืนแน่นอน”
ชูต้าเฉียงละสายตาจากชูเทียนชื่อ รู้สึกว่าเจ้าเด็กคนนี้เปลี่ยนไป
แต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาก บางทีอาจเป็นเพราะพ่อแม่เพิ่งเสียก็ได้
เมื่อได้ยินคำมั่นของพี่น้องทั้งสอง ชูต้าเฉียงก็พยักหน้า “พวกเจ้ามีน้ำใจเช่นนี้ก็ดีแล้ว”
“ตอนนี้ผลผลิตมีน้อย ทุกครอบครัวล้วนลำบากกันทั้งนั้น
หากวันหน้าพวกเจ้าตั้งตัวได้จริง ก็ช่วยเหลือพวกเขาสักหน่อยก็พอ
แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือดูแลตัวเองให้ดี
วันนี้กินให้อิ่ม พรุ่งนี้เทียนโย่วกับเซียงเหลียนไปทำงานที่คณะ…”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองชูเทียนชื่อที่กำลังถือชามโจ๊กผักป่า ทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย
“เทียนชื่อ เจ้าเองก็เลิกขี้เกียจได้แล้ว
พรุ่งนี้ไปที่คณะย่อยฝ่ายผลิตพร้อมพี่ชาย แล้วออกไปทำงานด้วยกัน”
“ได้” ชูเทียนชื่อพยักหน้า จากนั้นก็กลั้นใจดื่มโจ๊กผักป่าลงไป
ชูต้าเฉียงถอนหายใจ แล้วหันหลังเดินออกจากบ้าน
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้ว พี่น้องทั้งหกก็กินกันอย่างมูมมามยิ่งกว่าเดิม
ขณะที่ชูเทียนชื่อเรอออกมา หมั่นโถวข้าวโพดชิ้นหนึ่งก็ถูกวางลงตรงหน้าเขา
ชูเทียนชื่อชะงัก เงยหน้ามองชูเทียนโย่วที่สีหน้าเรียบเฉย
อีกฝ่ายพูดว่า “น้องสาม เจ้าเกือบอดตาย คงหิวมาก กินเพิ่มอีกชิ้นเถอะ”
นี่มัน…
“งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ” ชูเทียนชื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับหมั่นโถวข้าวโพดมากิน
แต่หมั่นโถวนี้ไม่มีสารปรุงแต่งอะไร กินแล้วฝืดคออยู่บ้าง
เพียงแต่ครอบครัวนี้เพิ่งเสียพ่อแม่ไปในวันนี้ แล้วชีวิตวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรกันนะ?
