ภายในเขตปนเปื้อน
ถนนทอดยาวไปในความมืดมิด ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
ไม่รู้ว่าฝนปรอยลงมาเป็นสายตั้งแต่เมื่อไร ละอองฝนโปรยปรายคล้ายหมอก
กระจกหน้าต่างรถถูกม่านฝนปกคลุม ทิวทัศน์ด้านนอกพร่าเลือนจนมองไม่เห็น
เม็ดฝนกระหน่ำหลังคารถดังเปาะแปะ
ภายในรถอบอ้าว บรรยากาศอึดอัดกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
อวิ๋นเจามองเวลา การเดินของเวลายังคงเป็นปกติ
หรือจะพูดให้ถูกคือนาฬิกายังเดินตามปกติ
สี่โมงสี่สิบหกนาที
นับจากตอนที่พวกเขาพลัดหลงเข้ามาในเขตปนเปื้อน ก็ผ่านไปแล้วสองชั่วโมงครึ่ง
หน่วยยามจากฐานที่มั่นหลีหมิงไม่น่าจะมาช้าขนาดนี้ พวกเขาควรมาถึงตั้งนานแล้ว
เฮ่อเสียงก็คิดเช่นเดียวกัน เขาพึมพำว่า “เขตปนเปื้อนแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขตปนเปื้อนที่เพิ่งก่อตัวนี้มีอาณาเขตกว้างแค่ไหน บางทีคนจากฐานที่มั่นหลีหมิงอาจเข้ามาแล้วก็ได้...”
ส่วนเหตุผลที่ยังหาไม่พบพวกเขา
ใครจะไปรู้ล่ะ
“กลางคืนในเขตปนเปื้อนอันตรายมาก!”
เฉิงตงซู่เม้มปาก จ้องเวลาไหลผ่านอย่างไม่หยุดนิ่ง ร่างกายเกร็งเขม็ง “พวกเราอยู่ที่นี่ค้างคืนไม่ได้!”
เฉิงตงซู่หันไปมองอวิ๋นเจาโดยไม่รู้ตัว คล้ายอยากขอความเห็นจากเธอ
อวิ๋นเจาเงียบมาตลอด เธอมองทิวทัศน์ด้านนอกนิ่ง ๆ
เกราะป้องกันทางจิตทำให้การรับรู้ของเธอขยายกว้างขึ้นนับไม่ถ้วน อารมณ์ของทุกคนในรถคันหลังถูกเส้นใยจิตของเธอจับได้เป็นระยะ
ความกลัว ความตึงเครียด ความหวาดผวา แล้วก็...ความไว้ใจหรือ?
“อวิ๋นเจา?”
เฉิงตงซู่เห็นเธอไม่ตอบ จึงเอ่ยเรียก
อวิ๋นเจาขานรับเบา ๆ แล้วเอื้อมมือค้นหาสัมภาระที่กองสูงอยู่ข้างตัว
ครู่ต่อมา
เธอหยิบร่มสีดำคันหนึ่งกับกระเป๋าเป้ใบหนึ่งออกมา
ในกระเป๋าเป้มีเข็มทิศ (ใช้ไม่ได้ในเขตปนเปื้อน) ไฟฉาย แผนที่ สมุดบันทึก และมีดสั้นคมกริบ
นอกจากนี้ยังมีเสบียงแห้งอยู่เล็กน้อย
อวิ๋นเจาวางกระเป๋าเป้บนตัก รูดซิปเปิดตรวจดูแล้วตอบว่า “คุณพูดถูก พวกเราค้างคืนในเขตปนเปื้อนไม่ได้ ฉันจะออกไปลองดู เผื่อหากุญแจเจอ”
ก่อนหน้านี้พวกคุณลุงมักไปแลกเสบียงที่ฐานที่มั่นขนาดใหญ่ และเคยติดต่อกับหน่วยยามของฐานที่มั่น
มีครั้งหนึ่ง หน่วยยามระดับเอคนหนึ่งเคยบอกพวกเขาไว้
พอตกกลางคืน เขตปนเปื้อนทั้งแห่งจะ “มีชีวิตขึ้นมา”
อวิ๋นเจาไม่รู้ว่าคำว่า ‘มีชีวิตขึ้นมา’ หมายถึงอะไร
เดิมทีเธอคิดว่ากองกำลังจากฐานที่มั่นหลีหมิงคงเข้ามาในไม่ช้า
แต่ถ้ายังไม่หาทางช่วยตัวเองตอนนี้ พวกเขาอาจต้องติดอยู่ที่นี่ข้ามคืนจริง ๆ
พึ่งคนอื่นไม่สู้พึ่งตัวเอง
เธอเอาชีวิตคนทั้งเมืองมาเสี่ยงไม่ได้
เฮ่อเสียงได้ยินดังนั้นก็สะดุ้ง รีบห้ามว่า “ไม่ได้ครับ ข้างนอกยังไม่รู้สถานการณ์ พี่อวิ๋นเจาออกไปไม่ได้”
เฉิงตงซู่กัดฟัน “คุณไม่มีแรงต่อสู้เท่าไร ผมไปด้วย”
“พี่ตงซู่จะทำอะไรบ้า ๆ ตามไปด้วยทำไม...” เฮ่อเสียงร้อนใจแทบแย่
ทุกคนไม่รู้เรื่องเขตปนเปื้อนเลย แถมข้างนอกยังฝนตก ออกไปโดยไม่คิดให้ดี ใครจะรู้ว่าจะเจอกับอะไร
อวิ๋นเจาส่ายหน้าแล้วพูดกับเฉิงตงซู่ว่า “คุณเป็นหน่วยยามระดับบี ต้องอยู่ที่นี่คอยดูแลทุกคน”
จากนั้นเธอหันไปมองเฮ่อเสียง ส่งสัญญาณให้เขาไม่ต้องกังวล “เขตปนเปื้อนที่เพิ่งก่อตัวอันตรายน้อยกว่า ฉันรับมือไหว”
เฮ่อเสียงก็ยังไม่วางใจ จุดแข็งของผู้ชี้นำอยู่ที่พลังจิต พี่อวิ๋นเจาบอบบางขนาดนั้น ถ้าเจออันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไร
“ให้พี่ตงซู่อยู่ดูแลทุกคนที่นี่ ส่วนผมไปกับพี่อวิ๋นเจาดีไหมครับ”
อวิ๋นเจาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย “ก็ได้”
วิหคครามตัวเล็กเท่าฝ่ามือค่อย ๆ ปรากฏขึ้น เกาะอยู่บนไหล่ขวาของเธอ ดูเหมือนจะสนใจสถานการณ์ด้านนอกมาก ถึงกับกระพือปีกสองสามครั้งอย่างหาได้ยาก
มันเชิดหัวสง่างาม ดวงตาคมกริบจับจ้องเฉิงตงซู่
【ไร้ประโยชน์】
เฉิงตงซู่รู้สึกอึดอัดจนแทบระเบิด นั่นเป็นสายตาที่มองเขาราวกับขยะอีกแล้ว
วิหคครามตัวนี้กำลังด่าเขาอยู่ใช่ไหม
ต้องด่าเขาอยู่แน่!
อวิ๋นเจาไม่ทันสังเกตเรื่องเล็กน้อยนี้ เธอสะพายกระเป๋า กางร่ม แล้วเปิดประตูรถลงไป
ฝนตกถี่และหนัก เสียงเม็ดฝนกระทบร่มดังเปาะแปะ
อากาศด้านนอกอบอวลด้วยกลิ่นคาวชื้น ๆ ปะปนกับกลิ่นฝนและฝุ่นดิน
มองผ่านม่านฝนออกไป หมอกบาง ๆ ปกคลุมถนนทั้งสาย สายฝนกับหมอกที่ประสานกันทำให้โลกทั้งใบพร่าเลือนจนแทบแยกไม่ออก
ถนนว่างเปล่าไร้ผู้คน เงียบงันสนิท
พิกล น่าขนลุก ไร้ชีวิตชีวา แผ่บรรยากาศประหลาดเกินบรรยาย
เฮ่อเสียงรีบสวมเสื้อกันฝนแล้วตามออกไป
ทั้งห้าคนในรถออฟโรดที่จอดอยู่ข้าง ๆ เห็นความเคลื่อนไหวก็จ้องอวิ๋นเจาด้วยสีหน้าตกตะลึง พวกเขาส่งสัญญาณผ่านกระจกรถ
อวิ๋นเจาชี้ไปข้างหน้า บอกว่าเธอแค่จะเดินสำรวจบริเวณใกล้ ๆ
ถ้าเธอเดินไปไกล เกราะป้องกันที่ปกคลุมเหนือรถก็จะสลายไป
พอดีจะได้ใช้โอกาสนี้ทดสอบขีดจำกัดความสามารถของตัวเอง
อวิ๋นเจาปลอบพวกเขาจนวางใจ แล้วกางร่มเดินไปข้างหน้า
วิหคครามตัวน้อยกระพือปีก แสงเรืองสีเขียวปรากฏขึ้นกลางอากาศ แตกกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ทว่าครั้งนี้กลับไม่สลายไปเหมือนทุกที แต่ลอยวนอยู่รอบตัวเธอ
เส้นใยจิตเริ่มแผ่ขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง
กลัวหรือเปล่า?
ทั้งที่นี่เป็นสถานที่ลึกลับชวนขนลุก ซึ่งใคร ๆ ต่างหลีกหนี แต่เธอกลับรู้สึกว่าเลือดในกายร้อนระอุขึ้นมา แฝงความตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย
เฮ่อเสียงที่ตามหลังมารีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาเดินเคียงข้างเธอบนถนน
ถนนดินเหลืองใต้เท้าเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ น้ำฝนไหลรวมกันเป็นแอ่งตามพื้น ขุ่นมัวและมีเมือกสีดำเจือจางปะปนอยู่เป็นสาย
“สิ่งกลายพันธุ์ครับ”
เฮ่อเสียงตึงเครียดเล็กน้อย เขาพูดราวกับท่องจำว่า “ในบันทึกของพี่ใหญ่เขียนไว้ว่า เขตปนเปื้อนดึงดูดสิ่งกลายพันธุ์อย่างร้ายแรง พอเขตปนเปื้อนก่อตัวขึ้น สิ่งกลายพันธุ์ทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงก็จะพากันได้กลิ่นและเข้ามา”
เฮ่อเสียงยึดถือสมุดบันทึกเล่มนั้นประหนึ่งคัมภีร์ ท่องได้คล่องปรื๋อ
หัวใจเขาเต้นแรงมาก มือเผลอกำปืนที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อกันฝนแน่น
“ไม่ต้องตื่นเต้น”
อวิ๋นเจาพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลง “ฐานที่มั่นขนาดใหญ่ต้องมีวิธีรับมือกับเขตปนเปื้อนแน่ แค่หากุญแจเจอ พวกเราก็ออกไปได้”
ไม่รู้ว่าคำปลอบของเธอได้ผลหรือไม่
เฮ่อเสียงสงบลงเล็กน้อย แต่ยังคงระแวดระวังรอบตัว ขยับเท้าอย่างระมัดระวัง
ทั้งสองเดินไปข้างหน้าราว 50 เมตร ทิวทัศน์ด้านหลังก็เลือนหายไป
หมอกหนาทึบบดบังร่องรอยของรถจนมิด
พวกเขาเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง
เบื้องหน้าปรากฏทางแยกสี่แยก
อวิ๋นเจากางร่มดำแล้วหยุดฝีเท้ากะทันหัน เส้นใยจิตดูเหมือนจะจับสัมผัสบางอย่างที่แตกต่างออกไปได้
อารมณ์ความรู้สึกหรือ?
เธอจ้องไปทางนั้นอย่างเหม่อลอย
ไม่นานนัก
เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏเลือนรางในหมอกหนาเบื้องหน้า
เฮ่อเสียงรีบยกปืนขึ้น ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ เขาจ้องเงาพร่ามัวนั้นเขม็งโดยไม่ขยับเขยื้อน
เงาร่างขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็น
ชายวัยกลางคนใบหน้าสี่เหลี่ยมคนหนึ่ง ‘เขา’ สวมเสื้อยืดราคาถูกกับกางเกงยีนส์ขาดตัวโคร่ง มีซองคาดเอวสีดำ
ราวกับมองไม่เห็นพวกเขา เขาพึมพำพลางเดินไปยังถนนฝั่งตรงข้าม
“ทวงค่าแรง...เสี่ยวหมิงป่วย วันนี้ต้องได้เงินให้ได้...”
“เจ้านายอยู่ไหน? ทำไมหัวหน้าคนงานไม่รับโทรศัพท์?”
“อ้อ เจ้านายคงนั่งอยู่ในห้องทำงานอุ่น ๆ ใต้เครื่องปรับอากาศ จิบชาอยู่...”
อวิ๋นเจาเหลือบมองลงไป ของเหลวสีดำไหลออกจากร่างชายใบหน้าเหลี่ยมไม่หยุด ทะลักออกมาจากปลายขากางเกง ปะปนกับน้ำฝนและหยดลงบนพื้น รวมตัวเป็นแอ่งน้ำตื้น ๆ
นี่คือสิ่งกลายพันธุ์
สิ่งกลายพันธุ์ในเขตปนเปื้อนสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ตอนมีชีวิตได้ด้วยหรือ?
