เสียงไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนเป็นพิเศษในตู้รถที่เงียบสงัดยามเช้า
จากนั้น กลิ่นเหม็นก็เริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วตู้รถ
ไม่ใช่กลิ่นเหม็นธรรมดา
แต่เป็นกลิ่นเหม็นซับซ้อนที่ผสมปนเปกันระหว่างคราบเหงื่อหมักหมม โปรตีนเน่าเสีย และสารชีวเคมีบางอย่างที่ไม่รู้จัก
ราวกับมีใครเอาถุงเท้าที่ใส่มาสามเดือนแช่ลงในน้ำไข่เน่า แล้วนำไปตากแดดทิ้งไว้อีกสามวัน
ใบหน้าของกู้หยวนบิดเบี้ยวทันที
คิ้วของหลิงชิงเสวี่ยขมวดเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
วินาทีต่อมา ม่านพลังวิญญาณที่มองไม่เห็นก็ปกคลุมเธอกับกู้หยวนไว้
กลิ่นเหม็นถูกกั้นไว้ด้านนอก อากาศกลับมาสะอาดสดชื่นอีกครั้ง
กู้หยวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันไปมองหลิงชิงเสวี่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
ในแววตาเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า “พี่หลิง คุณนี่แหละพ่อแม่ผู้ให้ชีวิตใหม่ของผม”
หลิงชิงเสวี่ยมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่กลิ่นเหม็นนั้นไม่ได้หายไปเพราะม่านพลังของเธอ
ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ในตู้รถไม่ได้โชคดีแบบนั้น
คุณป้าคนหนึ่งที่นั่งแถวหน้าหันขวับมา ใบหน้าบิดเบี้ยว น้ำเสียงดังสนั่นจนคนทั้งตู้รถได้ยิน
“คุณพระช่วย กลิ่นอะไรเนี่ย”
เธอกวาดตามองซ้ายขวา แล้วพูดเสริมอีกประโยค
“เหม็นอะไรขนาดนี้”
พูดจบ คุณป้าผู้มากความสามารถก็ลุกขึ้น เดินตามต้นตอของกลิ่นไปเหมือนสุนัขล่าเนื้อตามรอยเหยื่อ
เธอค่อย ๆ เดินไปทางท้ายตู้รถทีละก้าว
กู้หยวนยกนิ้วโป้งให้อยู่ในใจอย่างเงียบ ๆ
