ลู่ฉือรู้ตั้งนานแล้วว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางเขา
เขาปิดมือถือแล้วพิงพนักโซฟารอ
ขี้เกียจหลบแล้ว ถึงลุกขึ้นจะเดินหนีก็คงโดนขวางอยู่ดี
ฮั่วเชียนเดินยิ้มร่ามานั่งข้าง ๆ “บังเอิญจัง เจอกันอีกแล้ว ดื่มด้วยกันสักแก้วไหม”
ลู่ฉือปฏิเสธทันที “ไม่”
ฮั่วเชียนก็ไม่โกรธ เพราะเทียบกับพวกที่คิดไม่ซื่อรอดูเรื่องสนุก ๆ แล้ว เขาแค่อยากรู้น่ะว่าลู่ฉือคออ่อนแค่ไหน
“ผมเลี้ยง นายสั่งได้ตามสบาย”
“ฉันขาดเงินค่าสั่งเหล้าเหรอ”
ลู่ฉือนั่งนานจนเอวเริ่มเมื่อย กำลังจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
แต่มีคนเข้าใจผิดว่าเขาจะหนี
“คุณชายฮั่วอยากดื่มกับนายนี่ถือว่าให้น้ำหน้านายแล้วนะ อย่าไม่ดูตาม้าตาเรือ”
“ใช่ นายคิดว่าตัวเองเป็นคุณชายของตระกูลเฉินจริง ๆ แล้วจะทำกร่างในเมืองหลวงได้เหรอ ครอบครัวนายทำไมไม่ส่งเฉินโย่วเซวียนกลับล่ะ ทำไมวันเกิดเฉินโย่วเซวียนถึงจัดใหญ่โตขนาดนั้น ก็เพื่อบอกคนอื่นว่าเฉินโย่วเซวียนถึงไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแท้ ๆ ไง”
คนพวกนี้ไม่ลดเสียงเลย คนแถวนั้นได้ยินต่างพากันมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลู่ฉือเดิมตั้งใจจะพูดดี ๆ สักหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มหงุดหงิดแล้ว
ฮั่วเชียนอยากดวลเหล้ากับเขา เขาก็ไม่ได้บอกว่าไม่ รู้สึกแค่ว่าร้านนี้เหล้าค็อกเทลไม่อร่อยเท่านั้นเอง
แล้วที่เขาลุกก็แค่อยากยืดเอว ให้โลกนี้มีคนเอวไม่ดีอยู่บ้างไม่ได้หรือไง
ทำไมถึงกลายเป็นกร่างไปได้
โต๊ะข้าง ๆ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ทนฟังไม่ไหว ไม่สนใจเพื่อนห้ามลุกขึ้นยืน
เด็กหนุ่มผมหยิกฟู มีกระบนใบหน้านิดหน่อย
“เฮ้ย! พวกนายรังแกกันเกินไปแล้วนะ”
หนึ่งในนั้นที่ดัดผมเป็นลอนเล็ก ๆ หันไปมอง แล้วก็หลุดหัวเราะ
“นึกว่าใครใจถึง ที่แท้ก็เอ็งนี่เอง ไอ้เศรษฐีใหม่”
คนผมลอนเล็กเอามือล้วงกระเป๋า ไม่เห็นคน ๆ นั้นอยู่ในสายตาเลย เขาจงใจเอาหัวไหล่กระแทกอีกฝ่ายแรง ๆ พูดเสียงดัง
“ฉันพูดอะไรผิดไปเหรอ หมาเลี้ยงมาสิบแปดปียังมีเยื่อใยเลย ไม่ต้องพูดถึงคน แต่ว่านายช่างรู้จักรับใช้เจ้านายเร็วจริง ๆ ชอบเป็นหมาคนอื่นขนาดนี้ งั้นนายมาเป็นหมาของ...”
