ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน พอเริ่มยุ่งขึ้นมา เวลาก็มักผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอพริบตาเดียวก็ถึงสิ้นปีอีกแล้ว
คดีหย่าระหว่างจู้หวั่นชิงกับเฉินฉีหมิงยืดเยื้อมากว่าครึ่งปี ในที่สุดก็ปิดฉากลงอย่างเด็ดขาด ทั้งคู่แยกทางกัน ต่างคนต่างไป
วิลล่าที่เคยคึกคักในวันวานกลับเงียบเหงาว่างเปล่า คนรับใช้ถูกปลดออกทั้งหมด จู้หวั่นชิงย้ายออกจากเมืองหลวงไปอย่างหมดสภาพ ส่วนจะไปที่ไหนนั้นไม่มีใครรู้
บรรดาภรรยาของผู้มีอันจะกินที่เคยสนิทกับเธอ บางคนบอกว่ารากฐานของตระกูลจู้อยู่ที่อันเฉิง เธอคงกลับไปอันเฉิงแล้ว แต่บางคนก็ว่าในวัยนี้หย่าร้างออกมา ไม่มีทั้งหุ้น บ้าน หรือลูก ไม่ได้ช่วยเหลือตระกูลจู้เลยสักนิด คนในตระกูลจู้จึงไม่มีใครต้อนรับ เธอเลยหนีไปไกลถึงชวนเฉิง
ระหว่างสู้คดี เฉินฉีหมิงยังถูกยั่วโมโหซ้ำเติมอีกครั้ง พอเจ็บป่วยก็ทรุดฮวบราวกับภูเขาถล่ม อาการยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นอีกเลย
เฉินกรุ๊ปถูกหลายบริษัทฟ้องร้องต่อเนื่อง ในที่สุดตึกสูงก็พังทลายลง เพราะคดีเหล่านั้นพัวพันกับข้อพิพาททางการเงินมากมาย ตอนนี้เฉินฉีหมิงนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล พอออกไปก็มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนจากประธานกลุ่มบริษัทมาเป็นคนยากจนที่มีหนี้สินท่วมหัว
ทุกครั้งที่ลู่ฉือจัดประชุมลงนามความร่วมมือกับคู่ค้ารายใดที่เคยร่วมงานกับเฉินกรุ๊ป เขาจะส่งคนไปแจ้งข่าวดีนี้ให้เฉินฉีหมิงรู้
เฉินฉีหมิงยังอายุไม่ถึงห้าสิบ แต่ในเวลาเพียงปีเดียวกลับซูบโทรมแก่ชราราวกับคนอายุหกสิบเจ็ดสิบปี
ในที่สุดเขาก็กลัว กลัวว่าชีวิตนี้จะต้องนอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ไปจนตาย ทั้งยังกังวลว่าพอออกจากโรงพยาบาลแล้วจะไม่เหลือเงินติดตัว แม้แต่ที่กินที่นอนก็ไม่มี
เขาขอโทรศัพท์จากพยาบาล กดหมายเลขของลู่ฉือ แล้วพร่ำร้องไห้ใส่โทรศัพท์ไม่หยุด หวังจะเรียกความผูกพันพ่อลูกกลับคืนมาสักนิด
