ลู่ฉือไม่กล้าออกแรงมากนัก ถ้าจะบอกว่าจูบ ก็คงเป็นเพียงการแตะเบา ๆ บนริมฝีปากของเสิ่นเจ๋อเหวินเท่านั้น
สัมผัสอุ่นนุ่มส่งผ่านมา หากตอนนี้มีกระจกส่อง ลู่ฉือคงได้เห็นว่าตัวเองทำใบหูแดงขึ้นมาอย่างไม่เอาไหน
ให้ตายสิ กำลังทำบ้าอะไรอยู่นี่...
ทำไมรู้สึกเหมือนโรคจิตแบบนี้ มาทำแบบนี้กับคนที่เมาหลับไป
ลมหายใจของลู่ฉือสั่นไหว แล้วถอยออกมาอย่างลนลาน
ศีรษะเพิ่งเงยขึ้นนิดหนึ่ง ยังไม่ทันได้นั่งกลับที่ มือข้างหนึ่งก็จับต้นคอเขาไว้แน่น กดเขาให้อยู่กับที่ไม่ให้ขยับ
สมองของลู่ฉือว่างเปล่า ร่างกายทั้งร่างเหมือนถูกสะกดด้วยมนตร์ตรึง ผ่านไปหลายวินาทีจึงแข็งทื่อเลิกเปลือกตาขึ้น
คนตรงหน้าเบิกตาขึ้น ในแววตาไร้ซึ่งความเมามายมากนัก
สายตาของเสิ่นเจ๋อเหวินยังคงสุขุมเยือกเย็นเช่นเดิม แต่หางตายกขึ้นเล็กน้อยราวกับคนที่เฝ้าตอไม้รอกระต่ายในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ มุมปากเผยรอยยิ้มบางเบา
“แอบจูบฉันทำไม”
ลู่ฉือรู้สึกผิดเหมือนเด็กทำความผิดถูกจับได้คาหนังคาเขา หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ “คุณตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่”
ความจริงแล้วเสิ่นเจ๋อเหวินไม่ได้หลับเลยตลอดเวลา แค่หลับตาลงเท่านั้น ตอนที่ลู่ฉือเข้าใกล้ การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ และคำอวยพรปีใหม่ที่เขาพึมพำอยู่ข้าง ๆ เสิ่นเจ๋อเหวินก็ได้ยินทั้งหมด
แต่ในเมื่อจะแกล้งก็ต้องแกล้งให้เนียนที่สุด
เสิ่นเจ๋อเหวินเลิกคิ้ว “เมื่อกี้ ตอนที่ปากนายแตะปากฉัน”
นั่นก็หมายความว่าไม่รู้เรื่องที่เขาแอบดูสร้อยคอลูกโอ๊กใต้คอใช่ไหม
ก็ยังดี ยังไม่ถึงขั้นโรคจิตเกินไปนัก
เสียงของลู่ฉือแหบเล็กน้อย ราวกับพยายามดิ้นรนอย่างไร้ผล “ผมบอกว่าเผลอไปโดนเข้าเฉย ๆ คุณเชื่อไหม”
