ในสายตาของลู่ฉือ ผู้คนรอบข้างและดอกไม้ไฟสวยงามล้วนพร่าเลือน กลายเป็นภาพเบลอเลือนราง
มีเพียงคนตรงหน้าเท่านั้นที่ชัดเจนสามมิติ คมกริบตรึงตาอยู่ในแววตาของเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลู่ฉือถึงได้สติ
“พี่เสิ่น นี่มันแพงเกินไปแล้ว”
เสิ่นเจ๋อเหวินตอบ “ก็ไม่เท่าไหร่ นี่เป็นแบรนด์เล็ก ไม่กี่ตังค์เอง ไม่ต้องกดดัน”
ลู่ฉือคิดในใจว่า คำว่าไม่กี่ตังค์ในสายตานายนี่คงไม่เหมือนกับของคนอื่นเสียแล้ว
ยังไม่ทันได้เอ่ยความคิดในใจ ก็ได้ยินเสิ่นเจ๋อเหวินถามเสียงนุ่ม “นายก็มีของจะให้ฉันไม่ใช่เหรอ”
มือที่ยัดไว้ในกระเป๋าเกร็งค้าง
เมื่อกี้เขาคิดว่าทำเนียนเอามือล้วงเข้าไป ใครจะรู้ว่าเสิ่นเจ๋อเหวินสังเกตเห็นตั้งนานแล้ว
ลู่ฉือขมับแน่น ทำเป็นใจเย็นเม้มปาก
ช่วยไม่ได้ เข้าตาจน จะไปบอกเสิ่นเจ๋อเหวินว่าไม่มีก็ไม่ได้ ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าแย่
ลู่ฉือเบือนสายตา แล้วเหมือนตัดสินใจได้ก็หันกลับมามองตรง ๆ
ตอนหยิบของออกมา แม้แต่ตัวเขาเองก็อดรังเกียจไม่ได้
ถุงหอมปักลายกิ่งแปะก๊วยสีทองเล็ก ๆ
ลู่ฉือคิดว่าเสิ่นเจ๋อเหวิน่าจะไม่ชอบอะไรที่ฉูดฉาด ก็เลยลังเลอยู่นานจนสุดท้ายเลือกมาแบบนี้
นึกว่าจะเรียบ ๆ แต่ผลงานปักออกมาแล้วแทบอยากเผาทิ้ง
ดอกแปะก๊วยสีเหลืองสองสามหย่อมเบี้ยว ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะรูปทรงคล้ายพัดเล็ก ๆ ละก็ คงดูไม่ออกว่าปักอะไร เส้นเดินก็ไม่ลื่นไหล ดูออกว่าอยากปักให้ดี แต่สมองกับมือไม่ยอมประสานกัน
“คราวก่อนนายบอกว่าเมารถใช่ไหม ฉันดูในเน็ตเขาว่ากันว่าถ้าเมารถให้ดมเปลือกส้มกับสะระแหน่พวกนี้จะดีขึ้นมาก ก็เลยทำถุงหอมมา ใส่ของที่ช่วยบรรเทาอาการเมารถไว้ข้างใน…”
