วัดว่านหลินได้ชื่อนี้เพราะมีต้นไม้มากมาย สายลมภูเขาพัดโชยมาทำให้รู้สึกเย็นสบาย ใบไม้สองข้างทางบนเส้นทางภูเขาดังกรอบแกรบ วัดโบราณกำแพงแดงกระเบื้องเทา ยิ่งดูสดใสโดดเด่นภายใต้แสงแดดจ้า
ใกล้จะถึงลานเล็กหนัวัดแล้ว นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นกว่าตีนเขาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย ลู่ฉือใช้หางตามองเสิ่นเจ๋อเหวินที่เดินตามหลังเขามาครึ่งช่วงตัว
เสิ่นเจ๋อเหวินยืดอกหลังตรง สีหน้าเป็นปกติ เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็สูงกว่าคนอื่นไปหนึ่งช่วง
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ถูกคำยั่วโทสะก่อนหน้านี้ของลู่ฉือกระทบกระเทือนเลยสักนิด
อันที่จริงในสายตาของเสิ่นเจ๋อเหวิน คำพูดของลู่ฉือนั้นก็เหมือนกับแมวที่โดนแกล้งจนหัวเสีย นึกว่าตัวเองมีพลังโจมตีเต็มเปี่ยมจึงยื่นอุ้งเท้าออกมา แต่ที่จริงแค่เอาอุ้งตบหนักๆ ทีหนึ่งเท่านั้นเอง
ลู่ฉือเลียริมฝีปาก
เห็นว่าเสิ่นเจ๋อเหวินไม่ได้ใส่ใจ ก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกท้อแท้ หรือควรจะโล่งใจดี เพราะคำพูดเมื่อกี้ค่อนข้างบ้าระห่ำไปหน่อย
“ทางนั้นทำไมถึงมีคนต่อแถวกันเยอะจัง” ลู่ฉือมองไปตามแถวที่ยาวมากเส้นหนึ่งไปยังด้านหน้า ก็พบว่าปลายทางเป็นร้านถ่ายรูปเล็กๆ
เหนือร้านถ่ายรูปนั้นมีป้ายขนาดใหญ่แขวนอยู่ ด้านบนเขียนด้วยสีแดงสดสะดุดตาว่า: ช่างภาพประจำทีมฮอว์ก
ลู่ฉือมองตัวหนังสือแถวนั้นอีกสองครั้ง เป็นทีมแข่งขันนี้อีกแล้ว
จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนข้างๆ ก็ได้รู้ว่า ทีมนี้มักจะมาทำกิจกรรมกลุ่มที่วัดว่านหลินเป็นประจำ เจ้าของร้านถ่ายรูปนี้เคยถ่ายรูปหมู่ให้ทั้งทีมของพวกเขา พวกวัยรุ่นเหล่านี้ก็เลยมากันเพื่อตามรอยหา “ช่างภาพประจำทีม” คนนี้มาถ่ายรูป
ดูเหมือนว่าทีมนี้จะดังมากจริงๆ
“นายก็อยากถ่ายเหมือนกันเหรอ” เสิ่นเจ๋อเหวินยื่นมือมาแตะไหล่ของลู่ฉือ
