ลงจากเจ้าหมาน้อยหมุนติ้ว แม้แต่ติงเหว่ยที่สติปัญญาไม่ค่อยไวก็ยังรู้สึกว่าวันนี้พี่เสิ่นแปลกไป
ก่อนหน้านี้พี่เสิ่นยังช่วยติวข้อสอบให้เขาเลยนะ ทำไมจู่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาไม่สนใจใครแบบนี้?
อวี๋ซีที่อยู่ข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงอาศัยจังหวะชวนติงเหว่ยไปซื้อขนมที่ร้านสะดวกซื้อ ลากติงเหว่ยที่ยังทำหน้างุนงงออกไป
“นายหมายความว่าพี่ลู่กับพี่เสิ่นมีอะไรกันงั้นเหรอ?”
ติงเหว่ยเป็นคนเสียงดัง แถมยังตกใจกับเรื่องที่อวี๋ซีพูดมาก ชั่วขณะนั้นจึงลืมควบคุมระดับเสียง
คนในร้านสะดวกซื้อพากันหันมามองพวกเขาทั้งหมด
อวี๋ซีอยากจะจับติงเหว่ยยัดเข้าไปในผนังให้รู้แล้วรู้รอด:“นายเบา ๆ หน่อยได้ไหม!”
ติงเหว่ย:“โอ้ ๆ”
ทั้งสองคนหมอบอยู่หลังชั้นวางของในร้านสะดวกซื้อ มองลอดช่องว่างระหว่างสินค้าบนชั้น เห็นลู่ฉือกับเสิ่นเจ๋อเหวินที่อยู่ข้างนอกผ่านกระจกได้พอดี
ติงเหว่ยยืนกรานเสียงแข็ง:“เป็นไปไม่ได้! พี่เสิ่นไม่ได้มีอะไรกับฟางเข่อซินนั่นหรอกเหรอ?”
เมื่อเห็นอวี๋ซีเอามือกุมขมับด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ติงเหว่ยก็พูดต่อ:“ต่อให้ไม่ใช่ฟางเข่อซิน ก็ไม่น่าจะใช่พี่ลู่นะ ตอนพวกเขาเจอกันครั้งแรกบรรยากาศก็ตึงเครียดจะตาย มาติดพันกันตั้งแต่เมื่อไหร่? ฉันไม่เห็นรู้สึกเลย”
อวี๋ซีหัวเราะหึ:“นี่สินะถึงได้โสดมาจนถึงทุกวันนี้ไง”
ติงเหว่ยยืนค้างอยู่กับที่ สงสัยในชีวิตตัวเอง
และในจังหวะนั้นเอง เสิ่นเจ๋อเหวินที่อยู่ข้างนอกก็ทรุดนั่งลงบนม้านั่งยาวริมทาง ลู่ฉือยืนข้างหน้าเขา มือประคองใบหน้าพลางโน้มตัวลงต่ำ
“เฮ้ย?!”
สองคนที่เกาะอยู่หลังชั้นวางของพากันอุทานพร้อมกัน
กลางวันแสก ๆ ฟ้าใสไร้เมฆ แถมยังมีคนเดินผ่านไปมาทั่ว
ติงเหว่ยยื่นนิ้วชี้ออกมาหนึ่งนิ้ว ดวงตาเบิกกว้าง:“พวกนี้จูบกันหรือเปล่า?”
