วันศุกร์ วันที่สองหลังจากกลับจากอำเภอหนิง ลู่ฉือไปโรงพยาบาลที่เฉินฉีหมิงพักรักษาตัวอยู่ตามลำพัง
ตอนแรกเสิ่นเจ๋อเหวินอยากไปด้วยกัน แต่ลู่ฉือปฏิเสธ
เสิ่นเจ๋อเหวินสละเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเขามากพอแล้ว อีกทั้งจวี้ซังหางยังมีงานมากมาย ตอนอยู่ที่อำเภอหนิง เสิ่นเจ๋อเหวินก็ต้องจัดการงานจนดึกดื่นอยู่บ่อยครั้ง ลู่ฉือไม่อยากให้เสิ่นเจ๋อเหวินเสียงานสำคัญเพราะตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็เป็นเรื่องบาดหมางระหว่างเขากับตระกูลเฉินโดยแท้
แม้ก่อนหน้านี้จะมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลเฉินจนแตกหักกันมาหลายครั้ง แต่ลู่ฉือรู้สึกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และจะตัดขาดกันอย่างเด็ดขาดยิ่งกว่าเดิม
ไม่ว่าเฉินฉีหมิงจะยังมีความหวังอะไรกับเขาอยู่ เขาก็จะเป็นคนตัดมันขาดด้วยมือตัวเอง
กระบวนการนี้ไม่งดงามนัก เขาคงเผยความชิงชังออกมาทางสีหน้า ลู่ฉือไม่อยากให้เสิ่นเจ๋อเหวินเห็นตัวเองในสภาพเช่นนั้น
ภายในห้องพักผู้ป่วย VIP ของโรงพยาบาล เมื่อผลักประตูเข้าไปจะพบโถงทางเข้าแยกเป็นสัดส่วน ช่วยกั้นเสียงจากภายนอก
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องไม่แรงเท่าตรงทางเดิน ทั้งยังอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้จาง ๆ นอกหน้าต่างกระจกโค้ง ท้องฟ้าแจ่มใสกระจ่าง ตัดขาดจากบรรยากาศหนักอึ้งในห้อง ราวกับเป็นภาพจากคนละโลก
เฉินฉีหมิงสวมชุดคนไข้ เอนพิงหัวเตียงที่ปรับยกขึ้นเป็นมุมเอียง
เมื่อสองวันก่อน หลังตลาดหุ้นเปิด ราคาหุ้นของเฉินกรุ๊ปร่วงติดฟลอร์ เฉินฉีหมิงยังได้รับโทรศัพท์จากคู่ค้าสองสายติดต่อกันเพื่อแจ้งยุติความร่วมมือ ตกบ่ายเขาก็เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในห้องทำงาน เลขานุการพบเข้าและรีบส่งโรงพยาบาลทันที
เขารอดชีวิตมาได้ และเพราะได้รับการช่วยเหลือทันท่วงทีจึงไม่ทิ้งผลข้างเคียงอะไรไว้ แต่สภาพของเขาราวกับถูกสูบเอาพลังชีวิตไปจนหมด ทั้งตัวซูบผอมลงจนโหนกแก้มดูเด่นชัด
ตอนนี้บนตัวจู้หวั่นชิงก็ไม่เห็นเครื่องประดับล้ำค่าหรูหราเหล่านั้นแล้ว ผมถูกรวบขึ้นอย่างลวก ๆ เสื้อผ้าก็เรียบง่ายจนเรียบได้อีก
