จากเมืองหลวงมายังประเทศเล็ก ๆ กลางหมู่เกาะแห่งนี้ ต้องนั่งเครื่องบินกว่าสิบชั่วโมง คนหนุ่มสาวย่อมมีเรี่ยวแรงเหลือเฟืออยู่แล้ว แถมยังได้นอนบนเครื่องบินมานาน พอพักผ่อนอีกนิดหน่อยก็เริ่มเพลิดเพลินกับช่วงวันหยุดได้ทันที
ยกเว้นลู่ฉือ
ลู่ฉือดูราวกับไม่ได้อยู่ในวัยเดียวกับพวกเขา คนอื่นถ่ายรูปบนชายหาด เล่นวอลเลย์บอลชายหาด ส่วนเขาเลือกเก้าอี้ชายหาดใต้ร่มเงาต้นมะพร้าว แล้วนอนแผ่หลา ขี้เกียจแม้แต่จะขยับตัว
“ไม่ชอบทะเลเหรอ” เสิ่นเจ๋อเหวินถือนิตยสารเล่มหนึ่ง ยกมือขึ้นบังแสงแดดที่ส่องลอดช่องใบไม้ตรงเข้าตาของลู่ฉือ
“ชอบสิ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ออกมาเที่ยวพักผ่อน” ลู่ฉือหนุนแขนตัวเอง พลางแกว่งขาซ้ายที่งอเข่าชันขึ้นมา “ผมแค่รู้สึกว่าตอนกลางวันร้อนเกินไป ได้รับลมทะเลแบบนี้ก็ดีแล้ว”
ลู่ฉือหรี่ตามองไปไกล ๆ ผืนทะเลกับท้องฟ้ากลืนเป็นสีฟ้าสว่างใสผืนเดียวกัน คลื่นซัดซ้อนเป็นชั้น ๆ ขึ้นมาบนหาดทรายขาวละเอียด แล้วแผ่วเบาไล้ผ่านข้อเท้าของผู้คนริมฝั่ง
ชื่นชมอยู่นาน ลู่ฉือก็เงยหน้าขึ้น พบว่าเสิ่นเจ๋อเหวินยังคงมองเขาอยู่
“มีอะไรหรือครับ พี่เสิ่น”
ลมทะเลพัดใบมะพร้าวเหนือศีรษะให้ไหวเบา ๆ เงาแสงก็สั่นระริกไปมาบนใบหน้าของลู่ฉือ
เสิ่นเจ๋อเหวินละสายตา “ไม่มีอะไร ผมไปเอาเครื่องดื่มมาให้คุณหน่อย”
พูดจบก็วางนิตยสารในมือลง แล้วเดินไปยังภัตตาคารริมวิวที่อยู่ไกลออกไป
เสิ่นเจ๋อเหวินไม่ใช่คนช่างอ่อนไหว แต่เมื่อครู่ตอนมองลู่ฉือที่กำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า หากเป็นอย่างที่เขาคาดเดาจริง ๆ ลู่ฉือเป็นผู้กลับชาติมาเกิด...
แล้วในวันนี้ของชาติก่อน ลู่ฉือกำลังทำอะไรอยู่กันนะ
คงไม่มีความสุขแน่ ๆ
คนที่รู้จักลู่ฉือต่างรู้ดีว่า ในตัวลู่ฉือมีความสุขุมเกินวัยอยู่เสมอ
บางครั้งพอเกิดนึกสนุกขึ้นมา เขาก็ระเบิดความกระตือรือร้นแบบวัยรุ่น ออกไปเล่นบาสเกตบอลกับพวกนักเรียนในอำเภอหนิงได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเขามักเกียจคร้าน ต้องชาร์จพลังให้เต็มก่อนถึงจะขยับตัว
