น้ำเสียงของลู่ฉือเจือกลิ่นเหล้า เสิ่นเจ๋อเหวินก้มตามองเขา ก่อนจะเอียงตัวไปบังลมให้ด้วยร่างกาย
เสิ่นเจ๋อเหวินถามว่า “พูดว่าอะไรนะ”
ลู่ฉือเลียริมฝีปาก ก่อนจะพูดเรื่องสำคัญ เขาตัดสินใจอ้อมค้อมสักหน่อย
เขาค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าของเสิ่นเจ๋อเหวิน ลมหายใจหลังดื่มเหล้ายังเจือกลิ่นพืชพรรณจากไวน์พื้นเมืองหมักเอง “ผมอยากรู้ว่า ตอนแรกนายมีความประทับใจต่อผมยังไง”
แสงไฟสว่างขึ้นด้านหลังลู่ฉือ เงาแสงสั่นไหว วาดเส้นขอบสีส้มเหลืองให้ใบหน้าและเส้นผมของเขา
“ระแวดระวัง เก็บตัว เป็นคนที่ซ่อนความคิดไว้ลึกมาก” เสิ่นเจ๋อเหวินตอบโดยแทบไม่ลังเล
ลู่ฉือยิ้มใต้แสงไฟ “ตรงไปตรงมาจัง ผมนึกว่านายจะพูดอะไรดี ๆ ซะอีก”
“คำชมก็มีนะ หน้าตาดีจริง ๆ ส่วนฟีโรโมน...” เสิ่นเจ๋อเหวินชะงักไป นึกถึงคืนนั้นที่ไปงานเลี้ยงวันเกิดที่ตระกูลเฉินเป็นครั้งแรก ระหว่างทางที่พาลู่ฉือไปโรงพยาบาล ศีรษะของลู่ฉือขยับมาเบียดเขา “ฟีโรโมนก็หอมเหมือนกัน”
หอมจนตอนนั้นเขาจำเป็นต้องผลักศีรษะที่ขยับเข้ามาออก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกกลิ่นนั้นรบกวน
ลู่ฉือว่า “นายไม่รู้สึกเหรอว่าประโยคนี้ทำให้นายดูผิวเผินมาก แล้วจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์และเป็นอิสระภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกของผมล่ะ นายไม่เห็นเลยหรือไง”
เสิ่นเจ๋อเหวินยกมุมปาก “ทีหลังผมก็เห็นแล้ว แถมยังพบว่านายต่อสู้เก่งมาก มีน้ำใจต่อพวกพ้อง แล้วยังคณิตศาสตร์เก่งด้วย ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจนายแค่ด้านเดียวเกินไป”
คำพูดนั้นราวกับลูบแผ่นหลังของลู่ฉือ ดับเปลวไฟเล็ก ๆ ที่เพิ่งลุกวาบขึ้นในใจเขา
เขาแตะไหล่เสิ่นเจ๋อเหวิน “ขอบคุณนะ ถึงคำชมของนายจะเป็นกลางมากก็เถอะ แต่ผมก็ต้องพูดตามตรงเหมือนกันว่าครั้งแรกที่เจอนาย ผมไม่ได้ประทับใจนายเท่าไร”
