วันนี้เมืองหลวงอากาศแจ่มใส แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านดงไผ่ในศาลาชา ถูกกิ่งไม้ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เป็นประกายริบหรี่ เมื่อสายลมโชยมากระทบ แสงระยิบระยับเหล่านั้นก็พลิ้วไหวกระทบใบหน้าผู้คน
ทว่าตอนนี้ภายในห้องชาหลายสิบตารางเมตรกลับมีบรรยากาศอึมครึมและหนักอึ้งอย่างน่าประหลาด ท่ามกลางความเงียบงันมีกระแสใต้น้ำไหลวน คล้ายกับวันฤดูร้อนที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม เมฆดำทะมึนกลิ้งคลุ้มราวกับพายุกำลังจะมา
ลู่ฉือผลักประตูเดินเข้ามา โดยมีซุนเจี๋ยตามหลังมาติด ๆ
ซุนเจี๋ยทำงานอยู่ที่เฉินกรุ๊ปมาหลายปี ผู้คนที่ฝั่งเฉินกรุ๊ปมาวันนี้เขารู้จักแทบทุกคน เมื่อเพื่อนเก่ามาพบหน้ากันเช่นนี้จึงอดที่จะรู้สึกเก้อเขินไม่ได้ แผ่นหลังเหมือนมีมดไต่อยู่ยิบ ๆ
ลู่ฉือไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อในห้อง ยกยิ้มขึ้นและจับมือกับตัวแทนของลูมินา
สูทคอตั้งสีดำดุจแพรไหมยิ่งขับเน้นให้แนวไหล่ของเขาคมเข้มและตรงดิ่ง กระดุมเงินบนสาบเสื้อเฉียงและเข็มกลัดรูปนกกระเรียนสะท้อนแสงแวววาวเย็นภายใต้แสงโคมไฟอบอุ่น เข้ากับความประณีตของศาลาชาได้เป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมานานแล้ว
ลู่ฉือเพิ่งแนะนำตัวกับตัวแทนของลูมินาเสร็จ ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะน้ำชาไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ดังแค๊ะขึ้นเบา ๆ
เฉินฉีหมิงไม่ได้พูด ผู้จัดการใหญ่ของเฉินกรุ๊ปที่อยู่ข้างกายเขาเป็นแขนขาคนสนิท ย่อมรู้เรื่องของตระกูลเฉินเป็นอย่างดี
ผู้จัดการใหญ่หัวเราะเยาะและพูดกับชาวอิตาเลียนว่า “พวกคุณลูมินาเลือกตัวแทนโดยไม่มีมาตรฐานเลยหรืออย่างไร บริษัทเล็ก ๆ ที่ไร้ประสบการณ์ก็เข้ามาแทรกแซงได้แล้ว สิทธิ์ตัวแทนนี้พวกเราไม่เอาก็ได้ แข่งกับบริษัทประเภทนี้มีแต่จะลดระดับของกรุ๊ป”
