เด็กหญิงตัวน้อยถักผมเป็นมวยสองข้าง ใบหน้ากลมป้อมขาวอมชมพู ดวงตากลมโตดำขลับเป็นประกาย
เธอวิ่งเร็วเสียจนมวยผมทั้งสองข้างเด้งดึ๋งไปมา น่ารักเหลือเกิน
เวินซวี่กับเพื่อนอีกสองคนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าเด็กบ้านไหนคงวิ่งเข้าห้องผิดมา
เวินซวี่ยิ้มพลางโน้มตัวลงถาม “หนูน้อย หนูเข้าห้องผิดหรือเปล่าคะ?”
เด็กหญิงหยุดฝีเท้า เงยหน้ากลม ๆ ขึ้นมองเวินซวี่ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ท่าทางงุนงงไม่รู้เรื่องรู้ราว ราวกับลูกกวางน้อยที่หลงทาง
เวินซวี่มองดวงตาใสกระจ่างคู่นั้น หัวใจก็อ่อนยวบลงทันที “หนูวิ่งไปทั่วแบบนี้ คนที่บ้านจะเป็นห่วงนะคะ ครอบครัวหนูอยู่ห้องไหนเอ่ย?”
เด็กหญิงส่ายหน้า มวยผมแกว่งตามไปด้วย ริมฝีปากน้อย ๆ เบะออก ก่อนตอบเสียงอ้อแอ้ “หนูไม่รู้ค่ะ”
เวินซวี่อดยิ้มไม่ได้ เธอยื่นมือออกไปหา “งั้นพี่พาหนูไปหาพวกเขาดีไหมคะ?”
แต่สายตาของเด็กหญิงกลับเหลือบไปมองขนมเข่งรูปกระต่ายบนโต๊ะ
“ชอบเหรอคะ?” เวินซวี่มองตามสายตาเธอ ก่อนหยิบชิ้นหนึ่งมายื่นให้ “ให้หนูค่ะ”
“ขอบคุณค่ะพี่สาว!” ดวงตาเด็กหญิงสว่างวาบขึ้นทันที เธอวางเค้กชิ้นเล็กในมือลง แล้วใช้สองมือประคองเจ้ากระต่ายน้อยไว้
เวินซวี่จูงมือเล็กนุ่มนิ่มของเธอไว้
เด็กหญิงจำหมายเลขห้องไม่ได้ เวินซวี่จึงได้แต่จูงมือเธอเดินหาไปทีละห้องตามระเบียง
โคมไฟใต้ชายคาทอดเงาของทั้งคู่ให้ยาวเหยียด ทาบซ้อนกันอยู่บนพื้น
เมื่อเดินผ่านกอไผ่เขียวหลายกอและอ้อมสระปลาคาร์ป เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง แฝงความร้อนใจอยู่หลายส่วน
“ซุ่ยซุ่ย!”
เวินซวี่หันกลับไปตามเสียง
จ้าวสือจิ่นยืนอยู่ตรงหัวมุมระเบียง ห่างออกไปสิบเมตร ด้านหลังเขามีแสงโคมสีอุ่นส่องพร่าอยู่
ใบหน้าที่ปกติมักนิ่งสงบของเขาเวลานี้เผยความร้อนใจออกมาเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น คิ้วขมวดนิด ๆ สายตาจับจ้องเด็กหญิงโดยตรง
“พี่ชาย!” ซุ่ยซุ่ยตาเป็นประกาย ปล่อยมือเวินซวี่แล้ววิ่งด้วยขาสั้น ๆ ไปหาเขา
จ้าวสือจิ่นก้าวยาว ๆ เข้าไปหา ก่อนย่อตัวลงรับร่างเล็ก ๆ นั้นไว้ได้อย่างมั่นคง
มือข้างหนึ่งของเขาประคองเธอไว้ ส่วนอีกข้างตีก้นเธอเบา ๆ หนึ่งที “วิ่งไปทั่วอีกแล้ว!”
เขาทำหน้าขรึม แต่น้ำเสียงกลับกดให้เบาลง ราวกับกลัวว่าเสียงดังขึ้นอีกนิดจะทำให้เด็กน้อยในอ้อมแขนตกใจ
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของจ้าวสือจิ่น เวินซวี่ก็เดาฐานะของเด็กหญิงตัวน้อยได้อย่างรวดเร็ว
เธอน่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของจ้าวสือจิ่น หรือก็คือลูกสาวของคุณลุงใหญ่ของเขา
จ้าวอันเป่ยมีลูกชายสองคน บิดาของจ้าวสือจิ่นเป็นบุตรชายคนรอง
เดิมทีคุณลุงใหญ่ของจ้าวสือจิ่นมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบปีก่อนและเสียชีวิตไป ภายหลังสามีภรรยาคู่นั้นจึงมีลูกสาวคนนี้อีกคน
ซุ่ยซุ่ยกอดคอจ้าวสือจิ่น ซุกใบหน้าเล็ก ๆ เข้ากับซอกไหล่เขาแล้วถูไถไปมา น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนิ่ม “พี่ชายอย่าโกรธเลยนะ ซุ่ยซุ่ยรู้ว่าผิดแล้วค่ะ”
จ้าวสือจิ่นไม่ตอบ สายตาตกลงบนขนมเข่งรูปกระต่ายที่เธอกำไว้ในมือ คิ้วพลันขมวดแน่นขึ้นอีก “เอามาจากไหน?”
ซุ่ยซุ่ยหันไป ใช้นิ้วเล็ก ๆ ชี้เวินซวี่ “พี่สาวคนนั้นให้หนูค่ะ!”
เธอเงยหน้าขึ้น สีหน้าโอ้อวด “หนูหาห้องไม่เจอ พี่สาวคนนี้เลยพาหนูออกมาตามหาพี่ชายค่ะ!”
คราวนี้สายตาของจ้าวสือจิ่นจึงหันมาหยุดอยู่บนตัวเวินซวี่อย่างแท้จริง
แสงโคมไล้กรอบหน้าของเธอ เวินซวี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เอียงศีรษะเล็กน้อย มุมปากแต้มรอยยิ้มจาง ๆ มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน
ความอ่อนโยนเพียงน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ในดวงตาของจ้าวสือจิ่นเมื่อครู่ พลันเลือนหายไปจนไม่เหลือร่องรอยเมื่อสายตาแตะใบหน้าสวยสะดุดตาของเธอ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความเย็นชาและการพินิจพิเคราะห์อย่างที่เขาเป็นเสมอ
ราวกับว่าคนที่อ่อนโยนกับเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อครู่นี้ เป็นเพียงภาพลวงตาของเวินซวี่
จ้าวสือจิ่นเบือนสายตากลับมา แล้วยื่นมือหยิบขนมเข่งออกจากมือซุ่ยซุ่ย “ห้ามรับของจากคนอื่นตามใจชอบ ลืมไปแล้วเหรอ?”
ปากน้อย ๆ ของซุ่ยซุ่ยเบะออก เธอมองขนมเข่งที่ถูกเอาไปด้วยแววตาอาลัย แต่ไม่กล้าพูดอะไร
จ้าวสือจิ่นกวักมือเรียกพนักงานคนหนึ่งมา “พาเธอกลับไปห้องหมายเลขหนึ่ง”
ซุ่ยซุ่ยพาดตัวอยู่บนไหล่พนักงาน โบกมือเล็ก ๆ ให้เวินซวี่ พลางร้องเสียงอ้อแอ้ “พี่สาว บ๊ายบายค่ะ!”
เวินซวี่ก็ยิ้มแล้วโบกมือให้เธอเบา ๆ
เมื่อร่างเล็ก ๆ นั้นหายลับไปตรงปลายระเบียง อากาศรอบกายก็พลันเย็นลงราวกับถูกแช่แข็ง
ไออุ่นที่แสดงถึงความเป็นพี่ชายของจ้าวสือจิ่นเมื่อครู่หายไปจนหมด เขากลับมาเป็นคุณจ้าวผู้สูงส่งคนนั้นอีกครั้ง ทั้งยังเย็นชากว่าปกติเสียด้วยซ้ำ ระหว่างคิ้วดวงตาเผยแววพินิจพิเคราะห์และห่างเหินจาง ๆ
“คุณเวิน” น้ำเสียงเขาราบเรียบจนฟังไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร “เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ ถึงกับใช้วิธีแบบนี้เลยหรือครับ?”
เวินซวี่ชะงักไป ก่อนจะเข้าใจขึ้นมา
“คุณจ้าวหมายความว่า ฉันจงใจเข้าใกล้น้องสาวคุณเพื่อจะเข้าหาคุณงั้นหรือคะ?”
จ้าวสือจิ่นไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้งคู่นั้นก็ตอบแทนเขาแล้ว
เวินซวี่พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนสบตาเขาตรง ๆ “ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณจ้าวลองสืบก่อนดีไหมคะ ว่าใครเป็นคนเปิดเผยให้ฉันรู้ว่าพวกคุณอยู่ที่นี่?”
คิ้วของจ้าวสือจิ่นขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
งานเลี้ยงคืนนี้เป็นงานที่กลุ่มของจงหยวนจัดขึ้น เขานัดซูจือเยวี่ยกับเพื่อนสนิทอีกสองคนที่เติบโตมาด้วยกันในเขตบ้านพักข้าราชการ คนเหล่านี้ไม่มีทางเปิดเผยข่าวให้คนนอกรู้
เมื่อเห็นท่าทางของเขา เวินซวี่จึงพูดต่อ “ฉันมากินข้าวที่นี่กับเพื่อน ส่วนน้องสาวคุณเดินเข้าห้องผิด ฉันก็เลยพาเธอออกมาตามหาครอบครัว”
สายตาของเธอเลื่อนไปยังขนมเข่งรูปกระต่ายในมือเขา “นั่นเป็นขนมเข่งรูปกระต่ายของร้านอาหาร น้องสาวคุณบอกว่าชอบ ฉันก็เลยให้เธอไปชิ้นหนึ่ง”
เธอเว้นจังหวะ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นตรงมุมปาก “ไม่มีพิษค่ะ”
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินจากไป ฝีเท้าสงบนิ่งไม่เร่งร้อน
จ้าวสือจิ่นยืนอยู่ที่เดิม มองร่างนั้นเดินผ่านแสงโคมแล้วเลี้ยวเข้าไปในระเบียงอีกสาย ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด
เขาก้มมองขนมเข่งรูปกระต่ายที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูในมืออยู่นาน ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล มีเงาร่างบอบบางยืนอยู่เงียบ ๆ สายตาทอดผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้และใบไม้ มองเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งหมด
ซูจือเยวี่ยหรี่ตาลง
วันนั้นมีแป้งสีขาวเปื้อนเสื้อผ้าของจ้าวสือจิ่น เธอให้คนไปตรวจสอบว่าใครเข้าใกล้เขา แต่กล้องวงจรปิดตรงช่วงระเบียงกลับถูกใครบางคนลบไปเสียก่อน
เธอจึงทำได้เพียงเปิดดูกล้องวงจรปิดจากมุมอื่น ไล่ดูทีละภาพ
ในภาพ เวินซวี่เดินเข้าไปในระเบียงสายนั้น ไม่กี่นาทีต่อมา จ้าวสือจิ่นก็เดินออกมาจากตรงนั้น
เวลาและสถานที่ตรงกันหมด
ตอนนี้เธอยังบังเอิญมาเห็นภาพนี้อีก
ซูจือเยวี่ยเม้มริมฝีปาก แววเย็นชาเผยขึ้นในดวงตา
พิธีกรงานประมูลอะไรกัน ที่แท้ก็เป็นผู้หญิงที่อยากไต่เต้าขึ้นไปเกาะคนมีอำนาจเท่านั้น!
เมื่อการเลี้ยงอาหารค่ำจบลง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
จ้าวสือจิ่นพาซุ่ยซุ่ยขึ้นรถส่วนตัว ทั้งสองนั่งอยู่เบาะหลัง ภายในรถเงียบสงัด
ซุ่ยซุ่ยพิงไหล่เขา เล่นนิ้วมือของเขาไปมา จ้าวสือจิ่นถามเสียงเบา “วันนี้เจอพี่สาวคนนั้นได้ยังไงกันแน่?”
ซุ่ยซุ่ยเงยหน้าขึ้น กะพริบดวงตากลมโตดำขลับอย่างตั้งใจ แล้วตอบว่า “ซุ่ยซุ่ยหลงทางค่ะ เดินเข้าห้องผิด พี่สาวคนนั้นใจดีมาก ให้ขนมเข่งหนู แล้วยังพาหนูออกมาตามหาพี่ชายด้วย ไม่ได้โกหกนะคะ”
จ้าวสือจิ่นก้มมองเด็กหญิงในอ้อมแขน แววเย็นชาในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป ในใจกระจ่างแล้วว่าวันนี้เขาเข้าใจเวินซวี่ผิดไปจริง ๆ
เขายกมือขึ้นลูบผมของซุ่ยซุ่ยเบา ๆ
ซุ่ยซุ่ยยิ้มแล้วเสริมว่า “พี่สาวคนนั้นสวยมากเลยค่ะ ซุ่ยซุ่ยก็อยากสวยแบบนั้นบ้าง!”
“จำไว้นะซุ่ยซุ่ย” น้ำเสียงของจ้าวสือจิ่นราบเรียบแต่จริงจัง “หน้าตาไม่ได้สำคัญ พวกเราแค่ขอให้ซุ่ยซุ่ยแข็งแรงและมีความสุขก็พอ ไม่จำเป็นต้องสวยมากหรอก”
