หลิวลู่รีบชักมือกลับ พอเห็นชัดว่าหนึ่งในเด็กผู้หญิงคนนั้น เธอก็ถอนหายใจโล่งอก
“เปิดไฟเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเห็นเอาได้ แถมยังไม่สะดวกต่อการเรียกวิญญาณอีกด้วย”
อะไรนะ?
ต้องเรียกวิญญาณอีกเหรอ?
หลิวลู่รีบก้าวลงบันได คว้ามือหลินอานซีไว้ แล้วพูดว่า “อานซี กลับกันเถอะ”
“เผื่อเรียกวิญญาณของซ่งฉีออกมาจริง ๆ เราจะหนีไม่ทันเอา”
หลินอานซีถูกความอยากรู้เข้าครอบงำไปแล้ว พูดว่า “กลัวอะไร เราเป็นคนไม่มีศาสนา เพียงแต่ฉันอยากรู้ว่าพิธีเรียกวิญญาณของพวกเธอจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้นจริงไหม”
“เอาน่า ลู่ลู่ ไม่นานก็เสร็จหรอก”
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน ชายสามหญิงสองคนเมื่อสักครู่ก็เดินขึ้นไปกลางเวทีแล้ว ใช้ไฟฉายจากมือถือส่องไปส่องมา
เฉินเป่าจูกลืนน้ำลาย เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ฉันไม่กล้าขึ้นไป เราแค่นั่งรอเธอตรงนี้แหละ อานซี เธอขึ้นไปเองเถอะ”
หลินอานซีพยักหน้า พลางดูถูกเล็กน้อย “ขี้ขลาด”
“พวกเธอสองคนอยู่ใต้เวทีก็แล้วกัน”
หลิวลู่และเฉินเป่าจูเป็นคนที่เคยเห็นผีจริง ๆ ไม่ใช่ว่าพวกเธอขี้ขลาด แต่เพราะมันน่ากลัวจริง ๆ บางครั้ง ความกล้าของคนที่เคยเห็นกับไม่เคยเห็นมันก็ต่างกันจริง ๆ
“ลู่ลู่ เดี๋ยวต้องจับมือฉันไว้ให้แน่น ๆ นะ ถ้าเกิดเรื่องจริง ๆ ฉันจะพาเธอหนีออกไป”
เฉินเป่าจูมีคาถาป้องกันของคุณยาย จึงมีความมั่นใจอยู่บ้าง
