ในตระกูลหลิว มีเพียงหลิวหงอิงกับหลิวเหล่าเฮยที่เคยลำบากตอนอยู่ชนบท ส่วนหลิวหงซานกับหลิวหงเหอเติบโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยผ่านชีวิตลำบากแบบนี้มาก่อน
หลังจากกินแผ่นแป้งข้าวโพดติดต่อกันมาสองสามวัน หลิวหงเหอก็ทำหน้าเหมือนคนป่วย “ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว เปลี่ยนอย่างอื่นให้กินบ้างได้ไหม”
“แป้งข้าวโพดถูกที่สุดแล้ว อีกไม่กี่เดือนมันเทศออก ก็เปลี่ยนเป็นมันเทศให้กินได้” หลิวหงอิงปลอบ “ตอนนี้ที่บ้านมีแค่นี้ กินให้อิ่มท้องได้ก็ดีแล้ว อย่าเลือกมากเลย”
หลิวหงเหออดบ่นไม่ได้ “ของที่เธอทำตอนนั้นมันก็ช่วยให้อิ่มท้องจริง แต่หิวเร็ว กินเท่าไรก็ไม่อยู่ท้อง”
“ทนไปก่อนนะ เดือนหน้าเงินเดือนออกแล้วจะซื้อเนื้อให้” หลิวหงซานรีบปลอบ
“ก็เอาเงินไปใช้หนี้แทนแกนี่ แกถึงได้บอกให้ฉันทนใช่ไหมล่ะ”
“อะไรคือใช้หนี้แทนฉัน? นี่เป็นสิ่งที่แกควรทำต่างหาก ถ้าแกไม่ดึงดันจะรับงานต่อจากพ่อ บ้านเราจะต้องลำบากขนาดนี้ไหม?”
ทั้งสองคนไม่พอใจอยู่แล้วที่คิดว่าหลิวเหล่าเฮยลำเอียง พอพูดไม่เข้าหูกันก็ทะเลาะขึ้นมาทันที
หลิวเหล่าเฮยหน้าตึง ตบชามลงบนโต๊ะอย่างแรง “กินข้าวก็กินข้าวสิ จะเถียงกันทำไม ถ้ายังเถียงอีกก็ไสหัวออกไปให้หมด!”
เมื่อก่อนเขาเป็นเสาหลักของบ้าน แค่โมโหขึ้นมา ลูก ๆ ในบ้านก็ต้องหดคอเงียบกริบ แต่ตอนนี้เขาเกษียณแล้ว คำพูดจึงไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนแต่ก่อน
หลิวหงเหอคิดว่าตัวเองเสียเปรียบอย่างหนัก จึงไม่ไว้หน้าหลิวเหล่าเฮยแม้แต่น้อย เขาส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนคว้าแผ่นแป้งข้าวโพดส่วนของตัวเองเตรียมออกไป
