“เหล็กกล้ากองใหญ่ขนาดนั้น ต่อให้ขึ้นสนิมก็ยังเอาไปใช้ประโยชน์ได้ พวกเธอกลับแอบเอาไปขายให้คนอื่นแบบนี้! ความคิดที่หวังว่าจะไม่ถูกจับได้แบบนี้ใช้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้ามีครั้งที่สอง ฉันจะไปแจ้งโรงเรียนให้ลงโทษพวกเธอ”
“พวกเธอน่าจะดีใจที่ตอนนี้ยังเป็นนักเรียนอยู่ ไม่อย่างนั้นฉันจับส่งไปใช้แรงงานแล้ว”
พอตำหนิไปได้พอสมควร ตำรวจคนนั้นก็ถามเสียงดังว่า “ก้มหน้ากันทำไม รู้แล้วใช่ไหมว่าผิด? คราวหน้าจะทำอีกหรือเปล่า?”
“รู้แล้วว่าผิด! คราวหน้าไม่กล้าแล้วครับ” พวกเด็กหนุ่มรับคำอย่างฉะฉาน
ช่วยไม่ได้ พ่อแม่ยืนจ้องอยู่ข้าง ๆ พวกเขาก็ได้แต่หงอ
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนกับฤดูหนาวเป็นช่วงที่เด็กกลุ่มนี้ก่อเรื่องกันมากที่สุด
แอบเอาเหล็กกล้าของคนอื่นไปขาย แอบงัดกลอนประตูบ้านคนอื่นไปขาย แอบเอาหนังสือที่บ้านไปขาย นัดกันไปขโมยผลไม้นอกเมือง รวมกลุ่มตีกัน...
ผู้ใหญ่ในบ้านต้องออกไปทำงาน กลางวันจึงไม่รู้เลยว่าลูก ๆ ไปทำอะไรกันบ้าง
ตราบใดที่เด็ก ๆ ไม่ลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำช่วงหน้าร้อนจนเอาชีวิตไปเสี่ยง ผู้ใหญ่ในบ้านก็ไม่ค่อยสนใจว่าพวกเขาจะทำอะไรอย่างอื่น
ปกติพวกเขาก็ก่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เรื่อย เพียงแต่ครั้งนี้ถูกตำรวจจับได้ เรื่องเลยบานปลายไปหน่อย
ระหว่างทางกลับบ้าน หลินเซี่ยงซีก็โดนไม้เรียวต้อนรับไปด้วย
ตั้งแต่ออกจากสถานีตำรวจจนถึงหน้าบ้าน หูเหม่ยลี่นึกขึ้นได้เมื่อไรก็หวดเขาทีหนึ่ง แถมปากยังบ่นไม่หยุด
“ที่บ้านขาดข้าวให้แกกินหรือขาดเสื้อผ้าให้แกใส่? ถึงได้ไปขโมยของคนอื่น ฉันสอนแกมาแบบนี้หรือไง?”
หลินเซี่ยงซีอธิบายเสียงเบา “ก็ไม่ถึงกับขโมยหรอกครับ พวกเราไม่ได้ไปเอาของจากบ้านคนอื่นสักหน่อย ใครจะไปรู้ว่าเขาจะเอาของที่ยังต้องใช้ในบ้านไปทิ้งไว้ในที่ร้าง ๆ แบบนั้น แถมไม่มีใครเฝ้าอีก”