หน้าประตูชั้นเจ็ดของหอเฟยเยี่ยน
หลิวกั๋วอันกับพวกเพิ่งขึ้นมา ก็เห็นม้วนภาพที่แขวนอยู่หน้าประตู
“เขยแต่งเข้ากับสุนัข ห้ามเข้าด้านใน!”
“นี่มัน...”
“บังอาจเกินไปแล้ว!”
หลิวกั๋วอันโกรธจนหัวเราะออกมา “สมกับเป็นแวดวงบัณฑิตแห่งนครหลวงจริง ๆ ไร้ความใจกว้างแม้แต่น้อย ดี ดี วันนี้ข้าหลิวกั๋วอันอยากเห็นนักว่าใครกันที่กล้าดูหมิ่นศิษย์พี่ลู่เช่นนี้...”
ซูจื่อจ่านกับคนอื่น ๆ ขมวดคิ้ว สีหน้าดูไม่สู้ดีเช่นกัน
บัณฑิตย่อมผึ่งผายเปิดเผย ส่วนคนถ่อยย่อมหวาดระแวงอยู่ร่ำไป
การกระทำดูหมิ่นผู้อื่นเช่นนี้น่ารังเกียจยิ่งนัก
เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาเพิ่งประลองแลกเปลี่ยนความรู้กับลู่สืออันที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง ทั้งสองฝ่ายต่างเคารพในความสามารถของกันและกัน อีกทั้งยังนับถือกันเป็นสหายร่วมสำนัก
หากวันนี้พวกเขามองข้ามเรื่องที่สหายถูกหยามเกียรติ แล้ววันหน้าจะยังมีหน้าไปดื่มสุราพูดคุยกับลู่สืออันได้อย่างไร...
“พี่หลิว อย่าเพิ่งวู่วาม”
หลิวกั๋วอันหันกลับไปมอง ขมวดคิ้วถามว่า “พี่โจวจะห้ามข้าหรือ?”
โจวหมิงหลี่เป็นผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มจากสำนักศึกษาซานเฉิง นิสัยถ่อมตนสุขุม รอบคอบและหนักแน่นในการวางตัว
“หาใช่เช่นนั้นไม่ ข้าโจวเองก็รังเกียจการกระทำของคนผู้นี้ เพียงแต่พวกเราบุกเข้าไปโดยพลการย่อมไม่เหมาะสม”
“เช่นนั้นพี่โจวเห็นว่าควรทำอย่างไร?”
หลิวกั๋วอันกำกระดาษแผ่นเล็กในมือแน่นขึ้น ภาพนี้โจวหมิงหลี่ ซูจื่อจ่าน และคนอื่น ๆ ล้วนเห็นเต็มตา
โจวหมิงหลี่ยกมือคารวะพลางยิ้ม “พี่หลิว เหตุใดไม่เอาของในมือให้พวกเราดูเล่า ในเมื่อเหล่าศิษย์พี่เดินตามท่านมาถึงที่นี่แล้ว อย่างน้อยก็ควรบอกกล่าวให้กระจ่างกระมัง”
“เอ่อ... ท่านพูดอะไร ข้า... ข้าฟังไม่เข้าใจ”
หลิวกั๋วอันตะลึงงัน เขาซ่อนมันไว้อย่างดีแล้วนี่ โจวหมิงหลี่เห็นกระดาษตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เขาหารู้ไม่ว่า บรรดาศิษย์จากสองสำนักศึกษาต่างสบตากันแล้วยิ้ม
“เอาละ ศิษย์น้อง เอากระดาษออกมาเถิด”
“คิดจะเล่นเล่ห์กับพวกเรางั้นหรือ เจ้าคิดว่าทำไมศิษย์พี่ลู่ถึงตั้งใจให้คนส่งกระดาษมาให้เจ้าล่ะ?”
“ไม่ใช่...”
