ปัง!
“ไอ้หนุ่มตัวเหม็น กินคนเดียวไม่แบ่งใครเลยหรือ!”
คนหลายคนที่กำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเงยหน้ามอง ลู่สืออันยังไม่เท่าไร แต่เสี่ยวฉานกับอีกสี่คนตกใจจนรีบลุกขึ้นยืน
“คารวะท่านอ๋อง พระชายา”
“คารวะคุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง...”
เจิ้นเป่ยอ๋องหลี่ติ่งสาวเท้าพรวดพราดเข้ามา ใช้มือใหญ่แหวกอาต้ากับอาเอ้อร์ออกจากกัน “พวกเจ้าสองพี่น้องไปยกหม้อมาอีกสักสองสามใบ”
พูดจบก็หย่อนก้นนั่งลง หยิบตะเกียบของอาต้ามาลวกเนื้อกินทันที
ลู่สืออันเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างขบขัน
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าซับคราบมันตรงมุมปาก ก่อนลุกขึ้นประสานมือคารวะ “ข้าน้อยคารวะท่านอ๋อง พระชายา ฮูหยิน และคุณหนูรอง”
เจิ้นเป่ยอ๋องหลี่ติ่งโบกมือส่ง ๆ
ส่วนพระชายาสกุลเว่ยดึงหลี่เยวี่ยเหยากับน้องสาวเข้ามาใกล้ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน “สืออัน ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมาโดยไม่บอกกล่าว พวกเรารบกวนเจ้าหรือไม่”
ลู่สืออันเหลือบมองหลี่เยวี่ยเหยาแล้วส่ายหน้า “ย่อมไม่รบกวน ข้าน้อยยังต้องขอบคุณท่านอ๋องกับพระชายาที่ช่วยคุ้มกันให้ข้าน้อยด้วย”
ภาพเจิ้นเป่ยอ๋องหลี่ติ่งยืนหยัดรับมือยอดฝีมือขั้นบรรลุสวรรค์จากตระกูลใหญ่หลายตระกูลเพียงลำพังยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ
โดยเฉพาะการสกัดเผยเจ้าเถิงไว้ ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นลงมือโหดเหี้ยม หากฉวยโอกาสที่เขากำลังทะลวงขั้นเล่นงานขึ้นมา ชั่วชีวิตนี้เขาคงได้กลายเป็นคนพิการจริง ๆ
ไม่ว่าอย่างไร บุญคุณครั้งนี้เขาต้องตอบแทน
“คนครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดจาเกรงใจกัน เจ้าเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องแล้ว ก็ถือเป็นคนของจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง หากจะกล่าวขอบคุณ ก็ควรเป็นพวกเราที่ขอบคุณเจ้ามากกว่า จวนอ๋องมีความสามารถจำกัด เลี้ยงดูเด็กกำพร้าจากครอบครัวทหารได้ไม่ทั่วถึง เป็นเจ้านั่นแหละที่ทำให้พวกเขามีความหวังจะมีชีวิตต่อไปอีกครั้ง”
