“โอ้ เจ้าเด็กน้อย มาแล้วหรือ!”
ลู่สืออันเงยหน้ามอง รีบประสานมือคารวะ
“สืออันคารวะผู้อาวุโสอู๋หยวนจื่อ คารวะท่านซู และท่านจูเก่อ”
ชั้นเก้าของหอวั่งเจียงมีระเบียงเปิดโล่งอยู่ครึ่งหนึ่ง ผู้ที่รู้ย่อมทราบว่าอยู่บนยอดหอคอย ส่วนผู้ที่ไม่รู้คงนึกว่ามาถึงสวนพักผ่อนของผู้ใดเข้าแล้ว
ภายในมีศาลาและเรือนริมน้ำจำลอง ทั้งยังจัดวางภูเขาจำลองกับต้นเหมย กล้วยไม้ ไผ่ และเบญจมาศไว้อย่างประณีตงดงาม มองแล้วชวนให้จิตใจปลอดโปร่ง
ทางเหนือของชั้นบนสุดเป็นหอหนังสือไม้หลังเล็กเรียบง่าย ส่วนด้านตะวันออก ใต้ และตะวันตกกั้นด้วยไม้หนานมู่ลายทอง เมื่อพิงราวมองลงไป ก็เห็นทิวทัศน์งดงามของเมืองเซิ่งจิงเกือบครึ่งเมืองและสองฝั่งแม่น้ำฉวี่เจียง
ภายในศาลาริมน้ำทางทิศใต้
อู๋หยวนจื่อ มหาบัณฑิตผู้ได้รับสมญานาม ซูเจี้ยนซาน เจ้าสำนักศึกษาซานเฉิง และจูเก่อจิ่น มหาบัณฑิตแห่งสำนักศึกษาเทียนฝู่ ทั้งสามนั่งประจันหน้ากัน โดยมีสาวใช้คอยปรนนิบัติอยู่ด้านหลังคนละหนึ่งนาง
ตอนลู่สืออันขึ้นมา ทั้งสามกำลังถกเถียงเรื่องบางอย่างกันอย่างดุเดือด
พอเห็นเขา อู๋หยวนจื่อก็วูบเข้ามาโอบไหล่ลู่สืออันไว้ทันที
“เจ้าหนูมาได้ถูกเวลาพอดี มาช่วยตัดสินทีว่ากลอนวรรคหลังของข้าสื่ออารมณ์ได้ดีกว่าใช่หรือไม่!”
ลู่สืออันรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังประหลาดสายหนึ่ง พอตั้งหลักได้อีกครั้ง เขาก็มาอยู่ในศาลาริมน้ำเสียแล้ว...
นี่คือความน่ากลัวของมหาบัณฑิตผู้ได้รับสมญานาม ไม่จำเป็นต้องร่ายบทกวี ก็สามารถใช้วิชาปราชญ์ได้ฉับพลัน
“ฮ่า ๆ สหายลู่ พบกันอีกแล้ว”
ลู่สืออันหันไปตามเสียง เห็นจูเก่อจิ่นยิ้มแย้ม ส่วนซูเจี้ยนซานกำลังลูบเคราจิบชา จึงประสานมือคารวะทั้งสองเพื่อแสดงความเคารพ
“ขอให้ท่านทั้งสองสุขสบายดี”
“สบายดี ดีเสียยิ่งกว่าดี”
จูเก่อจิ่นชี้ไปยังกองกระดาษเซวียนบนโต๊ะ พลางหัวเราะเสียงดัง “ได้สนทนาถกเถียงหลักธรรมกับผู้อาวุโสอู๋หยวนจื่อ การมาเมืองหลวงครานี้ของข้าก็นับว่าไม่เสียเปล่าแล้ว”
ลู่สืออันก้มมอง เห็นบนกระดาษเซวียนกองนั้นเต็มไปด้วยกลอนคู่สารพัดรูปแบบ
มีทั้งกลอนกลับหน้าหลัง กลอนแยกอักษร กลอนสัมผัสต่อคำ กลอนพ้องเสียง กลอนสองความหมาย ตลอดจนกลอนที่เน้นเพียงจังหวะและท่วงทำนอง...
