ราตรีล่วงลึกแล้ว
จันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า หมู่ดาวพร่างพราวทั่วนภารวมตัวเป็นทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ ราวกับแม่น้ำฉวี่เจียงที่กลับหัวอยู่บนฟากฟ้า
เสียงพิณอันอ่อนหวานลอยออกมาจากเรือหลังคาดำ เคล้าคลอด้วยเสียงชายหนุ่มขับขานแผ่วเบา
ช่างคล้ายบทกวีที่ว่า
ทางช้างเผือกสุกสกาว ราวผุดขึ้นจากฟากฟ้า
ช่างน่ายินดีเหลือเกิน ขับขานบทเพลงพรรณนาความมุ่งหมาย
ทว่าเพลงนั้นไม่เหมือนบทกวี ทั้งยังไม่คล้ายทำนองเพลง ฟังแล้วช่างผิดแผกอยู่บ้าง.......
“จับมือกัน ก้าวหนึ่ง สองก้าว สามก้าว สี่ก้าว แหงนมองฟ้า มองดวงดาว หนึ่งดวง สองดวง สามดวง สี่ดวง เรียงร้อยเป็นเส้น หันหลังชนกัน เงียบงันแล้วอธิษฐาน มองดาวไกลโพ้น หากมันได้ยิน.......”
“ฮ้าว~”
“คุณชายเจ้าคะ บ่าวง่วงเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ลู่สืออันกำลังขับเพลงอย่างออกรส อาศัยฤทธิ์สุราที่ทำให้มึนเมาเล็กน้อย
จู่ ๆ ก็ถูกสาวน้อยจอมเจ้าเล่ห์ขัดจังหวะ เขาหันไปมอง เห็นเด็กสาวหาวติดกันหลายครั้ง ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความง่วงงุน
เรื่องนี้เขากลับมองข้ามไปจริง ๆ
อย่าเห็นว่าเสี่ยวฉานพูดจ้อทุกวัน ดูเป็นอิสระเสรี แล้วลืมไปว่านางเป็นบ่าวรับใช้ในจวนอ๋อง
ต้องรู้ว่าเด็กสาวคนนี้ต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางทุกวันเพื่อต้มน้ำ เทกระโถนกลางคืน อบเสื้อผ้าด้วยกำยาน และช่วยเตรียมอาหารเช้า ทั้งยังต้องจัดของใช้สำหรับลู่สืออันล้างหน้าบ้วนปากให้พร้อม.......
คืนนี้ลู่สืออันกับเฮยเตาดื่มกันจนดึก กว่าจะกลับถึงเรือนหมิงซินก็เกือบยามจื่อแล้ว
บางทีอาจเป็นเพราะดื่มมากไป จู่ ๆ เขาก็นึกถึงครอบครัวและชีวิตบนดาวครามขึ้นมา จึงไปหยิบพิณจากห้องหนังสือ แล้วล่องไปตามแสงจันทร์ขึ้นเรือเล็ก ร้องเพลงคาราโอเกะเสียเลย
ร้องไปเสียจนฟ้าแทบสาง
เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ไม่หลับทั้งคืนก็ไม่เป็นไร แต่เสี่ยวฉานเป็นเพียงสาวใช้ธรรมดา กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต หากไม่ฝืนลืมตาเอาไว้ ป่านนี้คงหลับปุ๋ยไปแล้วกระมัง
“เด็กโง่ ง่วงก็หลับเสียสิ”
“แต่บ่าวยังต้องปรนนิบัติคุณชายล้างหน้าบ้วนปากนะเจ้าคะ”
ลู่สืออันเห็นว่านางง่วงจนทนไม่ไหว ในใจก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง คิดแล้วจึงอุ้มเด็กสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“เด็กดี รีบหลับสักงีบเถิด ฟ้าใกล้สว่างแล้ว”
