เผลอแวบเดียว
เขาก็มาอยู่ในโลกนี้ได้สี่เดือนแล้ว
เรือนหมิงซินยามเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงพลันเพิ่มความเงียบเหงาอ้างว้างขึ้นมาอีกหลายส่วน
ดังคำกล่าวที่ว่า “เมฆครามคลุมฟ้า ใบไม้เหลืองปกคลุมผืนดิน สีสันแห่งสารทเชื่อมต่อกับเกลียวคลื่น เหนือคลื่นมีหมอกเย็นสีมรกต...”
ได้ยินเสี่ยวฉานบอกว่า เจิ้นเป่ยอ๋องหลี่ติ่งจะมุ่งขึ้นเหนือไปยังด่านอวี้เหมินในวันพรุ่งนี้ กว่าจะกลับมา อย่างน้อยก็คงต้องรอจนถึงช่วงเทศกาลเช็งเม้งปีหน้า
สองวันนี้ทั้งจวนต่างยุ่งวุ่นวายกันไปหมด ทั้งเจ้าบ้านและบ่าวไพร่ล้วนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก
มีเพียงลู่สืออัน เขยแต่งเข้าจวนผู้นี้ที่ยังพอหาเวลาว่างได้บ้าง
ยามเช้าเขาจะไปตรวจดูความคืบหน้าในการเตรียมตัวของเหล่าบัณฑิตที่สำนักศึกษาเป็นประจำ ส่วนช่วงบ่ายหากไม่มีธุระ ก็จะไปพูดคุยกับเฉินเยี่ยนเซียวและถังตานชิงที่หลังเขา จุดประสงค์หลักคืออยากสืบข่าวคราวนอกเซิ่งจิงให้มากขึ้น
ส่วนป้ายจ้ายซิงนั้น อย่างไรก็ต้องรอจนกว่าการประลองร้อยสำนักจะสิ้นสุดลง
การทดสอบเข้าสำนักศึกษาจี้เซี่ยควรทำไปพร้อมกันเสียเลย จะได้ไม่ต้องมีภารกิจเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างในภายหลัง
ลู่สืออันยังไม่ได้ตัดสินใจจริงจังว่าจะรับป้ายจ้ายซิงชิ้นนั้นหรือไม่ ส่วนเรื่องความเป็นความตายของทั้งแผ่นดิน เขาไม่ได้ใส่ใจนัก...
ใช่ว่าเขาไร้ความรับผิดชอบ เพียงแต่คิดว่าหากฟ้าถล่มลงมาจริง ก็ควรมีคนตัวสูงกว่ามาค้ำไว้
ตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขงจื๊อขั้นบ่มเพาะปราณระดับสาม หากนับรวมพลังจากวิถีกระบี่เข้าไปด้วย ก็มีความสามารถเพียงระดับกลางขั้นจิตยุทธ์ระดับสี่เท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่เขาสู้ไม่ไหวจริง ๆ
หากให้สังหารสิ่งชั่วร้ายหรือสัตว์ดุร้ายที่อยู่ในขั้นเดียวกันหลายสิบตัว ต่อให้สูงกว่าเขาหนึ่งขั้น เขาก็กัดฟันรับภารกิจนั้นได้
แต่ภารกิจบนป้ายใบนั้นไม่ได้มุ่งเป้าไปที่สิ่งชั่วร้ายหรือสัตว์ดุร้ายเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ...”
เรือนหมิงซิน
ภายในศาลาน้อยริมทะเลสาบ
ลู่สืออันใช้มือซ้ายเท้าคาง มือขวาถือคันเบ็ดคันใหม่ที่เพิ่งได้มา สีหน้าเกียจคร้านเหม่อลอย
ในเวลานั้นเอง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากด้านหลัง
ไม่ใช่เสี่ยวฉาน ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นอาต้าที่สุขุมกว่า