เขตหมิงเต๋อ
จวนอ๋องเจิ้นเป่ย
เหล่าขุนพลหลายนายพากันมาเยือนด้วยความคึกคัก ก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องหนังสือของหลี่ติ่ง อ๋องเจิ้นเป่ย
“ท่านอ๋อง พวกข้ามาแล้ว!”
เฉิงคนเชือดหมูผู้ไม่สำรวมถือไหสุราไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกข้างหอบห่อใบบัว ใบหน้าเผยรอยยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก
ฉินอู๋จิ่ว ซุนต้าเชียน และคนอื่น ๆ ตามมาติด ๆ มือบ้าง อ้อมแขนบ้าง ล้วนหอบไหสุราและกับแกล้มมาเต็มมือ
อ๋องเจิ้นเป่ยหลี่ติ่งวางเกราะที่กำลังเช็ดซ้ำไปซ้ำมาลง แล้วหัวเราะร่าเดินออกมาต้อนรับ “ฮ่า ๆ ๆ มาเยี่ยมทั้งที เหตุใดต้องหอบสุรากับกับแกล้มมามากมายเช่นนี้?!”
ซุนต้าเชียนยิ้มกล่าว “ท่านอ๋องนำทัพขึ้นเหนือด้วยตนเอง พวกพี่น้องต่างดีใจ ยิ่งได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านอ๋องอีกครั้ง”
“นั่นสิท่านอ๋อง ผ่านมาตั้งกี่ปี ในที่สุดพวกเราพี่น้องก็ได้ร่วมมือกันกำจัดพวกหูโจรอีกครั้ง ข้าดีใจจนเนื้อเต้น!”
ทุกคนวางสุราและกับแกล้มจนเต็มโต๊ะ ก่อนหาที่นั่งแล้วนั่งขัดสมาธิลง
อ๋องเจิ้นเป่ยหลี่ติ่งเห็นดังนั้น แม้บนใบหน้าจะมีรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกขมขื่นอยู่ไม่น้อย
หลังดื่มสุรากันไปสามรอบ
จู่ ๆ หลี่ติ่งก็เอ่ยเสียงขรึม “การขึ้นเหนือครานี้ อาจมีเรื่องเปลี่ยนแปลง”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักงัน
คนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติคือฉินอู๋จิ่ว เขาขมวดคิ้วถาม “ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไร หรือสถานการณ์ศัตรูทางแดนเหนือเปลี่ยนไป?”
เฉิงคนเชือดหมูกับพวกพ้องสบตากัน ก่อนจะหันไปมองหลี่ติ่งพร้อมกัน
หลี่ติ่งกวาดตามองทุกคนรอบหนึ่งแล้วถอนหายใจยาว “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนัก เป็นคำเตือนจากพระชายา ฝ่าบาทของพวกเราอาจจะเสียสติไปแล้ว มิฉะนั้นคงไม่ให้ข้านำทัพด้วยตนเองในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้”
“ฝ่าบาท...เสียสติ?”
“คำเตือนจากพระชายาหรือ?”
ฉินอู๋จิ่วกับคนอื่น ๆ ขมวดคิ้วแน่น เหลียนจ้งแม่ทัพเฒ่าลูบเคราพลางขมวดคิ้ว เอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “ท่านอ๋อง หรือฝ่าบาทคิดจะยกทัพไปจัดการเป่ยหยวน?”