เสียงกีบม้าดังกุบกับ
นี่คือถนนหลวงที่เชื่อมจากประตูตะวันออกของจวนอ๋องไปยังป่าไม้ ทุกวันมีฟืนสัญจรผ่านนับหมื่นมัด มากเสียจนพื้นดินอัดแน่นเป็นรอยล้อเกวียนสองเส้น
เมื่อก่อนตอนลู่สืออันดูละครโทรทัศน์ เขามีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจอยู่เสมอ
คนโบราณเผาฟืนทำอาหารทุกวัน ใช้ฟืนก่อไฟคลายหนาวในฤดูหนาว แม้แต่สร้างบ้านก็ต้องใช้ไม้จำนวนมาก แล้วเหตุใดจึงไม่โค่นต้นไม้บนภูเขาจนหมดเกลี้ยง
กระทั่งเขาข้ามมิติมาอยู่ในสังคมศักดินาจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าภูเขาเหล่านี้ล้วนมีเจ้าของ
ชาวบ้านธรรมดาอย่าว่าแต่ขึ้นเขาไปเก็บฟืนเลย ต่อให้มีคนในบ้านตาย จะฝังใครสักคนไว้บนเขาก็ยังต้องจ่ายเงินให้เจ้าของที่ดิน
ละครโทรทัศน์มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้หลอกคนดู คนโบราณมีธรรมเนียมขายตัวเพื่อฝังศพพ่อจริง ๆ
เงินที่ได้จากการขายตัวไม่ได้เอาไปซื้อโลงหรือจัดงานศพ แต่เอาไปซื้อที่ฝังศพคนในครอบครัวบนภูเขาในทำเลดี ๆ
ส่วนสถานที่อย่างสุสานรวมศพหรือสระทารกนั่นน่ะหรือ
ต้องเป็นยุคบ้านเมืองระส่ำระสายจากสงครามถึงจะมี หากเป็นยุคสงบสุขย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นตระกูลใหญ่จะขูดรีดชาวบ้านผู้ยากไร้ได้อย่างไร
สรุปแล้ว ในสังคมศักดินา คนธรรมดาอย่าว่าแต่ป่วยเลย แม้แต่ตายก็ยังไม่มีปัญญาตาย!
“เหล่าฉิน เจ้าคิดว่านายท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ ดูท่าทางไม่น่าเข้าใกล้ หรือว่าไม่ชอบพวกเราสองคน?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร คงรังเกียจว่าเจ้าตัวเหม็นเกินไปกระมัง ว่าแต่เจ้านี่ไม่ได้อาบน้ำมากี่วันแล้ว?”
“เหม็นหรือ ข้าเพิ่งอาบน้ำตอนหยุดพักเมื่อเดือนก่อนเองนะ”
“อ้วก อยู่ให้ห่างข้าเลย!”
ฉินอู๋จิ่วผลักเฉิงคนเชือดหมูออกไปอย่างหงุดหงิด ก่อนหันกลับมามองลู่สืออันและประสานหมัดคารวะ “นายท่าน เหตุใดจู่ ๆ ถึงคิดจะไปป่าไม้ขอรับ ที่นั่นไม่มีสถานที่งดงามร่มรื่นอะไร นอกจากคนตัดไม้เก็บฟืนแล้ว ก็มีเพียงหน้าผาหินเล็ก ๆ ที่พอมีอะไรให้ดูอยู่บ้าง”
